เนื้อคู่ประตูถัดไป T-bone ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ Save Da Last Piece Paradox Venus Butterfly Sqweez Animal หัวหิน Kai-jo Brothers อะคูสติก Mv อัลบั้มใหม่ Warner Music Kid Insane สาระแนห้าวเป้ง Spicydisc เพลงสากล โบ ธนากร เซ็นทรัลเวิลด์ Tattoo Colour San Miguel Muzik Fest พราว Honda Summer Fest Huahin Sony Music Overtone Sweet Mullet Concert Bodyslam Playground Scrubb The Begins กิจกรรม Slur พอลล่า เทย์เลอร์ Flure
บี พีระพัฒน์ - Medium Rare ![]()
(คำแนะนำ : กรุณาอ่านและจินตนาการตามไปด้วยจะได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น!! )
145 ˚F คือ อุณหภูมิที่พอเหมาะในการย่างเนื้อสเต็กให้อยู่ในระดับ Medium Rare ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่ของนักทานสเต็กที่ชื่นชอบในการละเมียดเนื้อย่างที่ด้านนอกสุกเกรียมพอดี ในขณะที่เนื้อด้านในยังเป็นสีแดงอยู่ ทำให้เวลารับประทานนั้น จะสัมผัสได้ถึงความหวานของเลือดไปพร้อมๆ กับความนุ่มของเนื้อ ...ว้าว !!

เพิ่งเสร็จสิ้นจากงานเพลงในอัลบั้ม Dedicated to Love ไปไม่ทันไร... เราก็ได้ข่าวว่าพี่ชายเสียงดี อย่าง พี่บี – พีระพัฒน์ เถรว่อง กำลังจะมีงานชุดใหม่มาให้ฟังกันแบบไม่ต้องรอให้หิว เอ้ย!! ไม่ต้องรอให้คิดถึงกันแล้ว โดยในอัลบั้มชุดใหม่นี้พี่บีตั้งชื่ออัลบั้มในแบบชวนหิวว่า ‘Medium Rare’ ด้วยว่าเป็นคนชอบรับประทานเอามากๆ พอมาทำอัลบั้มจึงเกิดไอเดียว่า โปรดิวเซอร์ก็เหมือนกับพ่อครัวดีๆ ที่กำลังจะปรุงอาหารให้คนฟังนั่นเอง ซึ่งถ้าใครที่เป็นนักทานสเต็กตัวยงก็คงพอจะรู้ว่าเนื้อในแบบ Medium Rare นั้นโอชะเป็นหนักหนา...
ว่าแต่ Medium Rare ในสไตล์แบบ ‘พ่อครัวบี’ จะเป็นอย่างไรนั้น เราคงต้องไปฟังจากปากของเขากัน
..........................................................................................................................................
ทำไมอัลบั้มชุดนี้ถึงต้องเป็น Medium Rare ค่ะ
BE : เพราะถ้าเป็นคนชอบทาน ว่างไม่ได้เป็นต้องหาอาหาร หาของกินแบบผมก็จะเข้าใจครับ (55+) โดยเฉพาะเมนูสเต็กด้วยแล้ว เนื้อในแบบ Medium Rare นั้น จะถูกปรุงให้มีความสุกแบบปานกลาง คือจะมีทั้งความสุกและความดิบอยู่ ทำให้รสชาติที่ได้จะมีความกลมกล่อมของเลือดและเนื้ออยู่ มีทั้งความหวานและความดิบผสมผสานกัน ก็เหมือนอย่างในอัลบั้มชุดนี้ ที่เราต้องการให้มีความดิบและก็ความหวาน มีความแข็งและก็ความอ่อน มีความเก่ากับใหม่อยู่ด้วยกัน มันก็เป็นจุดตรงกลางพอดี ก็เลยคิดว่าชื่อ Medium Rare นี่แหละ ใช่แล้ว
ไปไงมาไงค่ะ เพราะเพิ่งจบจากอัลบั้ม Dedicated to Love ไป ก็มีอัลบั้มใหม่ตามออกมาแล้ว
BE :ผมเป็นคนอยู่ว่างไม่ได้ พอว่างปุ๊บระหว่างที่ทัวร์ก็จะคิดงานใหม่ ก็จะมองชุดต่อไปทันที คิดไปก่อนว่าหน้าตาของอัลบั้มจะเป็นอย่างไง ควรจะมีเพลงเร็ว เพลงช้ากี่เพลง แล้วพองานเริ่มซา ทัวร์เริ่มหมดปุ๊บ ก็จะเริ่มทำงานชุดต่อไปเลย
มองภาพงานชุดนี้อย่างไรบ้างคะ
BE :คือ ตอนเวลาไปทัวร์ ไปผับ ไปเล่นคอนเสิร์ตต่างจังหวัด ผมจะรู้สึกว่าชุดที่แล้ว Dedicated to Love เนี่ยะ เพลงช้ามันเยอะ ทำให้เวลาเล่นคอนเสิร์ต เราต้องเล่นเพลงเร็วของคนอื่น หรือก็ Cover บ้าง ทำให้เกิดความคิดว่า เดี๋ยวชุดใหม่ เราทำเพลงเร็วเพิ่มขึ้นดีกว่า เพราะว่าเพลงช้าของชุดนี้เรามีเยอะแล้ว เวลาเราไปเล่น เราจะได้เอา 2 ชุดมาผสมกันได้
แล้ววางคอนเซ็ปต์ มู้ดแอนด์โทน ไว้ประมาณไหน
BE :อยากให้เป็นความสนุก มีชีวิตชีวา คนฟังแล้วรู้สึกมีพลัง คืออยากจะเติมพลัง อยากจะเติมความสุขให้กับคนไทย เพราะเหมือนกับช่วงที่ผ่านมามันมีอะไรเยอะแยะนะครับ ดูข่าวแล้วมันก็เซ็ง ซึ่งดนตรีร็อคก็จะตอบโจทย์ของความมีชีวิตชีวาได้ ในอัลบั้มชุดนี้เลยเอาดนตรีร็อคเข้ามาร่วมด้วยกับดนตรีในแบบ Soul R&B ซึ่งดนตรีร็อคที่ว่าก็เป็นในแบบของผมนะ ไม่รู้จะบอกอย่างไง ก็ต้องลองฟังกันดู
ใช้เวลาในการทำนานไหมค่ะ แล้วตอนนี้เสร็จสมบูรณ์หรือยัง
BE :ตอนนี้ประมาณร่วมจะ 2 เดือน 3 เดือนแล้วล่ะ ตั้งแต่เข้าห้องอัดนะ ซึ่งทำตลอด ทุกวันที่ว่างช่วงไหนไม่มีงาน ก็จะพยายามเอากลับมานั่งฟังตลอด ก็จะนั่งฟัง จะเช็คๆๆๆๆ จนเรามั่นใจว่าทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว เราถึงจะปล่อย บางทีพอผมฟังแล้ว แล้วมันไม่ได้ มีตำหนิหน่อยนึง ผมก็จะรีบขับรถไปแก้เลย เข้าห้องอัดเลย ซึ่งตอนนี้เสร็จไปประมาณ 85% แล้ว เหลือแค่เนื้อเพลง เพลงครึ่ง ซึ่งเป็นเพลงที่รอพี่บอย โกสิยพงศ์ แต่งให้ เพราะพี่บอยเพิ่งกลับมาจากอเมริกา เดี๋ยวก็คงจะเริ่มเขียนกันภายในอาทิตย์นี้ แล้วอีกครึ่งเพลงเป็นเพลงที่คุณนินายังเขียนไม่เสร็จ พอร้อง 2 เพลงนี้เสร็จก็เรียบร้อยแล้ว
ขั้นตอนไหนที่รู้สึกว่ายากที่สุดในอัลบั้มชุดนี้
BE :มันก็ยากเกือบทุกขั้นตอนนะ แต่มันจะเหนื่อยมากๆ ตอนอัดคอรัส เพราะมันจะเป็นขั้นตอนเกือบสุดท้าย คือพลังเราจะหมดแล้วไง เพราะทำมาตั้งแต่เริ่มหาเพลง เลือก 10 เพลงที่ดี จนมาเริ่มหานักดนตรี เริ่มอัด เริ่มนั่งคุม อัดนักดนตรีเสร็จ ก็อัดร้อง ซึ่งความจริงอัดร้องมันควรจะเป็นขั้นตอนสุดท้าย ถ้าผมไม่ได้โปรดิวซ์นะ แต่พอร้องเสร็จปุ๊บผมก็ต้องมานั่งคอรัสอีกไง ก็เลยเหนื่อยเป็นพิเศษ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็สนุกกับทุกขั้นตอนอยู่ดี เพียงแต่เวลาทำอัลบั้มจะเป็นอะไรที่เหนื่อยมาก ผมจะป่วยทุกครั้ง ช่วงที่เข้าห้องอัด มันเหมือนร่างกายเราทรุดโทรม ไม่ได้ออกไปไหน วันๆ ก็อยู่แต่ในห้องอัด บรรยากาศมันก็ไม่ได้ OPEN จะทึบๆหน่อย เพราะต้องเก็บเสียง ช่วงเข้าห้องอัดก็จะเตรียมตัวไว้เลยว่า เดี๋ยวออกมาต้องเข้าโรงพยาบาลอีกแน่ๆ (55+)
ความพิเศษในอัลบั้มชุดนี้คืออะไร
BE :คงเป็นซาวน์ สำเนียงที่เปลี่ยนไปเลย เสียงกีตาร์จะเป็นพระเอกมากขึ้น ส่วนกลองก็จะมีความหนักแน่นขึ้น จะมีจังหวะโยกได้ ซึ่งสำหรับผมจะมีความรู้สึกว่าอย่างชุดที่แล้วผมฟังเองเนี่ยะ ฟังกลางคืน ฟังก่อนนอนจะเวิร์คนะ แต่ชุดใหม่นี้เป็นอะไรที่เหมาะกับการตื่นมาแล้วเปิดซีดีเลยจะดีมาก จะเฟรชมากเลย ถ้ามีทั้ง 2 อัลบั้มก็จะเหมือนกับมีซีดีคู่ Day & Night คือฟังได้ตลอดทั้งวันทั้งคืน
เนื้อหาด้านในล่ะคะ จะเป็นไปในทิศทางไหนค่ะ
BE :เนื้อหาก็ยังพูดในเรื่องความรักเหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมถนัดและก็ชอบที่จะทำ แล้วก็ยังมีเพลงที่ให้กำลังใจด้วย จะมีเพลงหนึ่งที่ตอนนี้ผมเรียกมันว่า Change เพราะเรายังไม่ได้สรุปชื่อกัน เพลงนี้พูดถึงความเปลี่ยนแปลง ซึ่งมาจากที่ผมมีเพื่อนหลายคน ที่ชอบคิดแต่ไม่ชอบทำ คิดว่าอยากเห็นนั่น อยากเห็นนี่ ไอ้นั่นไม่ดี ไอ้โน่นไม่ดี แต่ไม่เกิดอะไรขึ้นเพราะว่าไม่ทำ เลยนำคอนเซ็ปต์นี้ไปคุยกับคนแต่งเพลงว่าอยากได้เพลงที่พูดประมาณนี้ว่า คนที่มีความฝัน อย่ามัวแต่ฝันนะ คิดแล้วทำด้วย นอกจากนี้ก็มีจะเพลงที่ได้คุณบอย ตรัย มาแต่งเนื้อเพลงให้ เพลงก็พูดถึงการใช้ชีวิตว่า คนเราควรจะมีความสุขกับชีวิตได้เท่าที่เราสามารถจะทำได้ อย่างเนี่ยะเรื่องร้ายๆ ก็ควรจะมองให้ดีหน่อย ก็จะเป็นสไตล์ของคุณบอย ซึ่งผมก็ชอบมากเพลงนี้ แล้วยังมีเพลงที่ พี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์ มาเขียนเนื้อให้ ซึ่งผมก็ดีใจมากเลย เพราะผมก็เป็นแฟนหนังสือพี่จิกอยู่แล้ว ชื่อเพลง ‘นาฬิกา’ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนว่า คนเราเจอกันคบกันรู้สึกถูกใจกัน มันอาจจะใช้เวลาแป๊บเดียว อาจจะชั่วโมงหนึ่ง เดือนหนึ่ง วันหนึ่ง ปีหนึ่ง ก็แล้วแต่ แต่เวลาที่เราจะใช้ในการลืมคนๆ หนึ่ง บางทีเราอาจจะใช้เวลาทั้งชีวิต ซึ่งก็เจ๋งดี

แปลว่าเนื้อหาของเพลงในอัลบั้ม ส่วนมากจะเป็นในแง่บวก
BE :ก็มีทั้งบวกและลบ แต่ส่วนมากในชุดนี้จะบวก คืออยากจะเติมนะ เพราะว่าผมว่าลบมันมีเยอะอยู่แล้ว เปิดทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ก็เจอแล้วนะลบ บางทีมันก็หนีไม่พ้นใช่ไหม ผมคิดว่าอย่างน้อยดนตรีมันก็น่าจะไปเสริมสร้างภูมิคุ้มกันการใช้ชีวิตคนมากกว่าอะไรแบบนี้
เป็นความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่จะรับผิดชอบต่อสังคมด้วยหรือเปล่า
BE :เราก็คิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่ง และก็เป็นหน้าที่ของอาชีพเรา คนอื่นผมไม่ทราบนะ แต่สำหรับผมอาชีพผมคือการให้ความสุข ไม่ว่าความสุขนั้นจะเกิดขึ้นจากความเศร้า หรืออะไรก็ตาม เพราะบางคนเขาอาจจะมีความสุขในเพลงเศร้าๆ ที่เขาชอบก็ได้ แต่ที่สุดแล้วอาชีพของเรา คือ ให้ความสุข ให้กำลังใจ ไม่ใช่ฟังหรือดูผมเสร็จแล้วอยากตาย มันไม่ใช่ ผมหวังเพียงว่าเมื่อฟังเพลงของผมเสร็จแล้ว เขาจะมีพลังในการดำเนินชีวิต มีแรงใจที่จะไปต่อสู้กับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตซึ่งนั่นผมถือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมน่าจะทำได้ และผมอยากจะทำได้แบบนั้น และคิดว่าดนตรีน่าจะรับใช้ในอะไรแบบนั้นได้
ตอนนี้ได้ฟังซิงเกิ้ลแรกของพี่บีกันแล้ว ทำไมถึงเลือกเพลง ‘ไม่เหลืออะไรจะเสีย’ เป็นเพลงเปิดตัวล่ะค่ะ
BE :เพราะว่ามันเสร็จก่อน (55+) ไม่หรอกจริงๆ มันเสร็จอยู่ด้วยกัน 3 เพลง แต่ว่าเพลงนี้หลังจากส่งให้คนอื่นๆ เขาฟังกัน เขาก็บอกว่ามันเหมือนกับว่ามีสำเนียงที่เปลี่ยนไปจากชุดอื่นค่อนข้างชัดเจน แล้วหลายๆ คนก็ชอบ ฟังแล้วเหมือนเป็นการเรียกน้ำย่อย บอกกับคนฟังว่า ชุดใหม่ของเรามาแล้วนะ แล้วก็มีเสียงใหม่ๆ มีสำเนียงแบบนี้ๆ มาด้วยนะ
นอกจากเพลงนี้แล้วยังมีเพลงไหนในอัลบั้มที่อยากให้ติดตามเป็นพิเศษไหม
BE :ก็มีเพลงของพี่จิก ‘เพลงนาฬิกา’ เพลงที่คุณบอย ตรัย แต่ง อย่างที่บอกไปแล้ว แล้วก็มีเพลงเร็วอยู่เพลงหนึ่ง เป็นเพลงแบบร็อคนยุค 80 เลย ได้คุณ โอ เจ็ทเซ็ตเตอร์ มาช่วยแต่งให้ ซึ่งรับรองว่าได้ยินแล้วจะไม่คิดว่าเป็นผมแน่นอน และอีกเพลงหนึ่งชื่อว่าเพลง ‘ชนวน’ ซึ่งถ้าได้ฟังแล้วอาจจะคิดว่าเป็นภาคต่อของ ‘พูดตรงๆ’ เพราะมันมีความคล้ายคลึง สามารถทำให้คนฟังคิดถึงเพลงพูดตรงๆ ได้ แต่ผมอยากจะบอกว่า เพลงนี้เป็นเพลงพี่ของเพลงพูดตรงๆ นะครับ คือผมแต่งเพลนี้ก่อนเพลงพูดตรงๆ ให้ศิลปินท่านอื่น และปรากฏว่าเขาไม่ได้ใช้ ผมก็เลยขอกลับมาใส่ในอัลบั้มชุดนี้ คือ เป็นเหมือนชนวนต้นเหตุให้มาเป็นเพลงพูดตรงๆ กันนะครับ
อัลบั้มออกเดือนกันยานี้แล้วใช่ไหม ลุ้นกับอัลบั้มนี้ไว้อย่างไรบ้าง
BE :ลุ้นมาก ความคาดหวังของผมเหรอ อืม... อย่างเพลงชุดที่แล้วผมก็ไม่ได้คาดหวังกับเพลงพูดตรงๆ เลย แต่มันก็มาเอง ซึ่งตอนนั้นพอผมบอกพี่บอย (โก) ว่า พี่...ผมจะเอาเพลงนี้เป็นเพลงโปรโมทนะ พี่บอยเขายังท้วงอยู่เลยว่าจริงเหรอบี ถ้าเป็นพี่ๆ จะเอาเพลงนี้เป็นเพลงที่ 10 เลยนะ ยากมากเลยนะเพลงเนี่ยะ แต่ด้วยความที่เราเอาไปเล่นต่างจังหวัด เพลงยังไม่ทันโปรโมทเลย ทุกคนร้องเพลงนี้ได้หมด ก็เลยตัดสินใจใช้เพลงนี้โปรโมท แล้วทุกคนก็ชอบกัน ก็เลยไม่รู้จะคาดหวังอะไรกับเรื่องของความสำเร็จ หรือคนจะชอบเพลงอะไรก็ปล่อยให้มันเป็นไป อยาก
แค่ให้คนที่ซื้ออัลบั้มไปแล้วรู้สึกว่าคุ้ม รู้สึกเห็นถึงความตั้งใจของผม อยากได้ยินอย่างนั้นมากกว่า อยากให้คนรู้ว่าเราทำหมดทั้งตัวและหัวใจของเราเลย เราทำเต็มที่ และผมก็มีอาชีพเดียวด้วย ก็ไม่ได้คาดหวังเรื่องความสำเร็จอะไร หรือยอดขายอะไรแล้ว เพราะสมัยนี้มันก็ขายไม่ค่อยได้อยู่แล้วนะฮะ ผมก็แค่อยากให้คนฟังมีความสุขกับมัน แล้วเวลาผมไปเล่นคอนเสิร์ตก็ไปดูกัน อยากไปดูผม อยากไปเจอกัน คาดหวังอะไรแบบนี้มากกว่า
มองวงการตอนนี้เป็นอย่างไร มีอะไรที่อยากจะให้เปลี่ยนแปลงไหม
BE :อันดับแรกเลย ผมว่าตอนนี้มันกำลังอยู่ในช่วงขาลงของวงการเพลงไทย เพราะจากเราเคยทำเท่านี้แล้วเราได้เท่านี้ เราต้องทำหนักว่าเดิมเราถึงจะได้เท่าเดิม ถ้ามองในแง่ของเรื่องอาชีพการหารายได้นะครับ เพราะปกติสมัยก่อน บางคนออกอัลบั้มปีหนึ่งแล้วหยุดไปได้ 5 ปีเลย เพราะว่าทุกอย่างมันซัพพอร์ตหมด มีทัวร์กันข้ามปี แต่ตอนนี้คนซื้อน้อยลง แต่คนออกเทปมากขึ้น ซึ่งผมมองว่ามันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น แต่ข้อเสียคือ มันทำให้ผู้บริโภคอีกบางคน เห็นว่ามันมีเยอะจนเขาไม่จำเป็นต้องซื้อเพราะมันเยอะมาก และตอนนี้มันก็เหมือนเป็นของฟรีไปแล้ว ถ้าถามว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร มันยากมากเลยนะ เพราะมันต้องเปลี่ยนทุกคน ผมเปลี่ยนคนเดียวไม่ได้ ผมไม่มีพลังที่จะไปทำได้เลย ผมเคยลุกขึ้นมาพูดเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ 1 ครั้ง หนังสือพิมพ์สัมภาษณ์ผม ลงอยู่ 2 วัน แล้วพอเราเข้าไปดูในเว็บ คนที่ตอบกระทู้มีอยู่ประมาณ 10 คน ในขณะที่กระทู้เรื่องดารา คนนั้นคนนี้เป็นแฟนกัน เขาตอบกันเป็นพันเลยอย่างนี้ ผมก็เลยรู้ว่ามันป่วยการที่เราจะพูด ฉะนั้น เราทำอะไรได้ เราก็จะทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด
ศิลปินหลายคนมีมุมมองอย่างนี้กันมากขึ้น
BE :ใช่ครับ อย่างผมก็เลิกคิดไปเลย ว่าจะขายอัลบั้มได้หรือไม่ ในส่วนของผมๆ แค่คิดว่า ทำอย่างไรที่จะให้คนชอบเพลงของผม เพื่อที่จะได้อยากเจอผม จะได้มีงานไปเจอกันอย่างนี้ ส่วนเรื่องซีดีผมคิดว่ามันจะเป็นของสะสมของคนที่เขาชอบเราจริงๆ เขาถึงจะซื้อ จะเอามาเก็บไว้อย่างนี้นะครับ
ในฐานะที่เราเป็นรุ่นพี่อยากจะบอกน้องๆ ศิลปินสมัยนี้ว่าอย่างไร
BE :ผมค่อนข้างเป็นห่วงครับ ง่ายๆ เลยสมมติว่าวันหนึ่งเราแต่งงานมีลูก เราจะให้ลูกเรามาอยู่ตรงนี้ไหม ตอนนี้ผมตอบได้เลยว่าไม่ จะบอกลูกทุกวิถีทางเลยว่าอย่า (55+) คือ ถ้าเกิดทำอย่างอื่นไปด้วยได้ก็จะดีกว่า คืออย่าทำเป็นอาชีพหลัก เล่นดนตรีน่ะมันไม่มีอะไรเสียหายหรอก แต่ถ้าเอาเป็นอาชีพน่ะ ลำบากมากตอนนี้ ซึ่งอนาคตมันอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ ถ้าคิดในแง่ดีนะมันคงจะมีทางออกของมัน แต่ในที่สุดผมว่าเราควรจะเล่นดนตรีด้วยความสุข ด้วยใจรัก มากกว่า แล้วถ้าเราถูกเลือกจริงๆ มันก็จะเป็นของมันไปเอง หรือว่าถ้าเราไม่ถูกเลือก เราอยากจะทำงานตรงนี้จริงๆ เราก็ต้องทุ่มเทเหนื่อยมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ ก็ตามเหตุผลของมัน ผมก็เข้าใจน้องๆ นะ ว่ามันมีความสุข เพราะว่าผมทำอาชีพนี้มันมีความสุขจริงๆ

เมืองแห่งเสียงเพลงในอุดมคติของพี่บี มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
BE :เป็นสวรรค์ฮะ เพราะผมเป็นคริสเตียนเวลาในพระคัมภีร์พูดถึงสวรรค์ เขาก็จะบรรยายภาพว่า บนสวรรค์ก็จะมีแต่เสียงเพลง มีการเล่นดนตรีอยู่ตลอดเวลา มีความรื่นเริงยินดี มีความสุข ผมว่าเสียงดนตรีเป็นเครื่องหมายแห่งความสุข ถึงแม้เสียงนั้นบางทีจะออกมาจากความทุกข์ แต่หลังจากที่ได้ฟังก็จะมีความสุขอยู่ดี
สุดท้ายมองอนาคตตัวเองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แล้วสำหรับอัลบั้มชุดนี้อยากฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ชาว Songburi บ้าง
BE :อันนี้ผมยังไม่เคยพูดกับที่ไหนเลยนะ คือตอนนี้ผมมีความคิดว่า...ผมจะออกอัลบั้มชุดนี้กับอีกชุดหนึ่ง แล้วผมก็จะหยุดทำอัลบั้มไปสักพักหนึ่ง เพราะผมคิดว่าผมเหนื่อยมาก กับการทำอัลบั้ม 3 อัลบั้ม แต่เรื่องร้องเพลงคงไม่หยุด ก็ยังร้องเพลงเหมือนเดิม ระหว่างนั้นผมอาจจะไปทำโปรเจ็คต์อะไรพิเศษๆ สักอย่างกับเพื่อนๆ ที่ก็มีคุยกันไว้บ้างแล้วว่า เราอาจจะฟอร์มวงทำเพลงออกไปเล่นทัวร์ในแถบประเทศเอเชีย หรือถ้าไปไหนได้ก็จะไป เรียกว่าไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเพื่อที่เราจะได้เอากลับมาใช้กับการทำงานในชุดต่อไป ผมก็แพลนไว้อย่างนี้นะฮะ แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปตามนั้นหรือเปล่า สำหรับอัลบั้มชุดใหม่ Medium Rare ชุดนี้ ยังไงก็ฝากด้วยนะครับ MV ไม่เหลืออะไรจะเสีย ก็เสร็จแล้ว ทุกๆ คน ก็บอกว่านางเอกสวยมากเลย ติดตามชมได้ครับ แล้วถ้าเกิดผมไปเล่นที่ไหน มีโอกาสได้ไปเจอกัน หรือเดินเจอกันที่ไหน ก็ทักทายได้นะครับ มีอะไรอยากถามอยากคุยกับผมก็คุยได้เลย และสำหรับใครที่ต้องการจะติดตามผมก็มีเว็บไซต์ของผมเอง ชื่อ www.bepeerapat.com แล้วก็ Facebook ของผมก็เข้ามาเสิร์ชชื่อกันได้ พีระพัฒน์ เถรว่อง (Peerapat Tenwong) จะเจอเลย แล้วก็ของทางเว็บไซต์ของวอร์เนอร์มิวสิค www.warnermusic.co.th ก็จะติดตามกันได้ 3 ที่นี้ แล้วเจอกันครับ

Editor : Kullapass Angamorn
Photographer : Srawute Weangsamut
วันที่ : 2009-09-04
อ่านแล้ว : 7246 ครั้ง

HaTo
Post : 1

Meen
Post : 3
Cool..
เมื่อ 2009-11-25 10:17:59
รักพี่บี ๆ ๆ
เมื่อ 2009-11-25 18:02:09