Spicydisc Nuvo Concert Crescendo ภาพยนตร์ Tk Park Songburi Mola Mola Sunshine อะคูสติก Mild Flure Party Knock The Knock Tiger Translate จุ๋ย จุ๋ยส์ Activity คอนเสิร์ต คาราบาว Mv ฟิล์ม รัฐภูมิ อพาร์ตเมนต์คุณป้า สนามหลวง เสนาหอย Sony Bmg ต้า สมิทธ์ Circle 22 Friday Fat Festival Lula Groove Riders Scrubb Good September แฟต เฟสติวัล อัลบั้มใหม่ Fat Festival 8
Flure![]()
ใครก็ตามที่ติดตาม Songburi มาตลอด คงจะรู้ว่า Flure เป็นหนึ่งในวงดนตรีจากหลายๆ วง ที่เราได้ตามติดความเคลื่อนไหวของพวกเขามาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่วันแรกของการเปิดอัลบั้ม Tales ที่เซ็นเตอร์พอยท์... จนมาถึงวันนี้ ไม่ว่าเราจะติดตามพวกเขาไปในงานคอนเสิร์ตหรือการแสดงสดเพื่อพบปะแฟนเพลงครั้งใด สิ่งที่สัมผัสได้ทุกครั้งเมื่อ Flure ขึ้นเล่น นั่นก็คือ ‘ความสนุกและความมันส์’ ที่มาพร้อมๆ กับเรื่องราว ซึ่งพวกเขาได้ร้อยเรียงผูกเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านบทเพลงและเสียงดนตรีในแบบฉบับเฉพาะที่เป็นตัวตนของพวกเขาเองนั่นเอง
วันนี้เราจะมารู้จักกับ 5 หนุ่มวง Flure ให้มากขึ้นกับ ‘ผลงาน’ ‘ตัวตน’ และ ‘ความคิด’ รวมไปถึง ‘อนาคต’ ของพวกเขา ‘Flure’

Molekul: ที่มาที่ไปก่อนที่จะมารวมตัวกันของ Flure
วิ: ตอนแรกวงเราจะมีอยู่ 3 คนครับ คือเท็ดดี้ เอิร์ท แล้วก็ผมครับ ซึ่งเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันมาตั้งแต่ ป.1 ที่สาธิตจุฬา พอขึ้นมัธยมช่วง ม.1-ม.2 ก็เป็นช่วงที่เราเริ่มรู้สึกว่า เราต้องทำอะไรสักอย่าง ก็เลยตั้งวง เล่นดนตรีมาด้วยกันมาตั้งแต่ตอนนั้น
เอิร์ท: มันจะมีจุดเปลี่ยนตอนม.3 คือตอนนั้นรู้สึกว่าอยากทำดนตรีกันมาก ก็เลยไปขอกับพ่อเท็ดดี้ (อ. บรูซ แกสตัน วงฟองน้ำ) ว่า ขอยืมห้องหน่อย ช่วงนั้นก็เล่นกันทุกวัน ชีวิตมันก็จะเพี้ยนๆ ไป ซึ่งคนอื่นอาจไปเดินสยามจีบสาวเซนโยฯ แต่พวกผมกลับมาเล่นดนตรี ซึ่งอาจทำให้ขาดอะไรไปบ้าง แต่ก็เพื่อที่จะได้อะไรบางอย่างกลับมา พอเข้ามหา’ลัยก็ได้ไปคุยกับพี่สุกี้ครับ แต่ตอนนั้นเราไม่มีมือเบส ก็เลยไปชวนพี่อ้น ซึ่งเขาเป็นรุ่นพี่ปีที่ รร. สาธิต ไง ซึ่งพี่อ้นนี่จะค่อนข้างจะร่วมอุดมการณ์เดียวกับเรา คือถึงแม้จะเล่นเพลงไม่เหมือนกับเราทั้งหมด แต่ก็จะเล่นเพลงที่คนเขาไม่ฟังเหมือนกัน (หัวเราะ)
Molekul: แล้วกับ Q ล่ะมาเจอกันตอนไหน
เอิร์ท: นักร้องนี่เราลองมากันหลายคนแล้วนะ แต่บังเอิญตอนที่ผมอยู่ที่ศิลปกรรม จุฬาฯ ก็รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง เขาก็ชวนผมไปเล่นดนตรีที่บ้านเขา ผมก็ไป... ปรากฏว่าเพื่อนมันอยู่เต็มห้องเลย แล้วก็มีอ้วนโล้น (Q) นี่ล่ะครับ ร้องเพลงอยู่ สมัยนั้นเขาจะอ้วนๆ แล้วดูอารมณ์ฉุนเฉียวอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) ตอนนั้นผมก็ตีกลองไป พอได้ยินเสียงเขา ก็เออ! บ้าบอดี เลยถามว่าเพื่อนว่า “นายคนนั้นเป็นใครเหรอ ?” อ๊ะ!! ชื่อ Q ก็เลยชวน Q มาออดิชั่น ตอนนั้นจำได้เลย ที่ Q เขามาออดิชั่น เขาขับจากัวปี 2000 สีขาวสวยมาเลย
วิ: ตอนแรกเขาเข้ามาก็จะดูงงๆ อยู่ ก็เลยลองให้ร้องดู พอร้องเสร็จปุ๊ปก็รันเสียงกันได้จริงๆ
Q: ลึกๆ แล้ว ตอนนั้นเราก็ยังไม่แน่ใจว่าเราจะได้เป็นนักร้องรึเปล่าด้วย แล้วจู่ๆ ก็มีอยู่วันหนึ่งพี่สุกี้ก็โทรมาบอกว่าพรูจะไปเล่นที่เอแบค จะให้วงเราขึ้นไปเป็นวงเปิด โดยที่เรายังไม่มีเพลงกันเลย
Molekul: งานวันนั้นเป็นอย่างไง
Q: ตอนนั้นคือ เรายังไม่ได้ตัดสินเลยว่าจะมาเป็นนักร้องวงนี้นะ ยังไม่ได้ซ้อมอะไรกันเลย แล้วเราต้องขึ้นไปร้องอะไรสดๆ กันตอนนั้น ผมก็ไปเลยใส่กางเกงสแล็คสีดำ เสื้อเชิร์ตสีทอง คือเป็นอะไรที่ไม่ใช่ผมในแบบทุกวันนี้ เป็นไอ้หนุ่มออฟฟิตบูติกอะไรก็ไม่รู้ ที่ขึ้นไปเป็นวงร็อคโว้ยวายอยู่ข้างบน ตอนนั้นรู้สึกจะใช้ชื่อวงว่า ‘ชอกะเฌอ’ ฮะ
เอิร์ท: วันนั้นมีอยู่เพลงหนึ่งที่ Q ยังไม่เคยฟังด้วยซ้ำ แล้ว Q ก็ต้องขึ้นไปร้องสด คือใส่คำร้อง, เนื้อร้องทุกอย่างแบบสดๆ วันนั้นก็ไม่รู้ว่ารอดกันมาได้ไง จำได้เลยว่าผมเตรียมหมวกไปใส่เลย คืออายแน่ๆ พยายามจะใส่หมวกปิดบังตัวเองไว้ให้มากที่สุด แต่พอคอนเสิร์ตจบก็โอเค สนุกดี
Molekul: จนมาถึงวันนี้ก็มีอัลบั้มชุดที่ 3 แล้ว ชุดนี้เป็นอย่างไรบ้าง
วิ: อัลบั้มชุดนี้ จะแบบที่ไม่ได้มามั่วซั่วเหมือนเมื่อก่อนแล้ว คือชุดที่หนึ่งออกครั้งแรกนั้นก็จะมั่วเยอะหน่อย ชุดที่ 2 ก็ทดลองทำแนวหวานๆ ดู ส่วนชุดนี้เกิดจากประสบการณ์จริงทั้งหมด 5-6 ปีของเรา ซึ่งถึงจะมีมั่วอยู่บ้าง แต่ก็เป็นมั่วแบบที่มีหลักการ
เท็ดดี้: ในส่วนของตัวอัลบั้ม ชุดนี้เรามีการเพิ่มประสบการณ์ความรู้สึกในการรับฟังและการเสพอัลบั้มมากขึ้น ฉะนั้น การทำอัลบั้มของ Flure หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรา จะต้องมีมากกว่าแค่ตัวดนตรี คือเราอยากที่จะนำเสนอประสบการณ์และความรู้สึกรอบๆ วงดนตรีออกไปด้วย เช่น ในอัลบั้นนี้เราจะใส่ใจกับปก ภาพ หรือแพ็กเกจจิ้งอะไรมากขึ้น ข้างในก็จะมีหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับเรื่องของพวกเรา มี DVD ที่สื่อและนำเสนอตัวตนของพวกเราเองเลยว่า อัลบั้มนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วจบที่อะไร มีทั้งบทสัมภาษณ์ เบื้องหลัง MV คาราโอเกะ คำตอบทั้งหมดจะอยู่ในอัลบั้มนี้ แบบเคลียร์และก็ชัดเจน
Molekul: เรื่องราวในอัลบั้มนี้เป็นอย่างไง
Q: เรื่องราวในอัลบั้มก็ยังเป็นเรื่องเชิงบวกอยู่ คือไม่มีตัดพ้อต่อว่าเหมือนชุด1 แล้วก็จะไม่หวานจนเกินไปด้วย หลายๆ เพลงในนี้ มีที่มาที่ไปจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น อย่างเพลงสั้น ก็จะเป็นตัวอย่างของสมาชิกในวงของเรา ที่ได้สูญเสียคนที่รักไป ส่วนเพลงที่เล่าเรื่องราวของคนที่กำลังมีความรัก ก็จะเป็นเพลงใครบางคนจากบนฟ้า คือเป็นการรวมจากหลายเรื่องราวๆ มารวมเป็นอัลบั้ม อัลบั้มนี้ก็เลยใช้ชื่อว่า Tales เพราะมันเป็นเรื่องราวที่มันได้เกิดขึ้นจริงๆ
Molekul: สไตล์การทำเพลงแบบ Flure เป็นอย่างไง
วิ: วิธีทำเพลงเราจะไม่ค่อยตายตัว ไม่มีสูตรที่จะนำไปใช้ว่า โอเค คนนี้ต้องแต่งเพลง เพราะเคยแต่งมาแล้ว 10 เพลง ไม่ใช่ บางทีสูตรหรือวิธีการอะไรอย่างนี้ มันทำเราโดนตีกรอบ ซึ่งพอโดนตีกรอบมากๆ มันก็วนอยู่ที่เดิม คือไม่ไปไหน
เท็ดดี้: แตในกรณีของพวกเรา ทางดนตรียนั้นค่อนข้างไปในทางสายเดียวกัน คือฟังร็อคเล่นร็อคกันมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เวลาทำเพลงออกมา พอมันไปทางศิลปะมากไป ก็อาจจะฟังไม่ค่อยได้ ต่างจาก Q ที่พื้นฐานของเขาจะมาทาง pop บริทนีย์ หรืออะไรที่มันบอสซ่าโนว่า คือเบากว่า ฟังง่ายกว่า Q ก็จะเข้ามาบอกพวกเราว่า รู้สึกว่าอันนี้มันลำบาก ฟังไม่รู้เรื่องแล้วนะ เราก็จะโอเคปรับให้มาอยู่ตรงกลาง หรือบางที Q เขาก็จะดึงเราไปด้านน้ำเชื่อมหนักเลย เราก็จะเฮ้ย!! Q หวานไปแล้วนะ ก็ไอ้การดึงกันไปดึงกันมาของทั้ง 2 ฝ่ายนี่แหละ ทำให้มันเกิดซาวด์ Flure ขึ้นมาตรงกลาง คือ เป็นจุดกลางระหว่าง pop บริทนีย์กับศิลปะในห้องๆ เดียว
Q: ก็ฝากถึงน้องรุ่นใหม่ๆ ที่อยากทำเพลงด้วยว่า อย่าไปซีเรียสกับมันมาก คือมันมีดนตรีขึ้นมาบนโลกเพื่อเป็นเรื่องของสุนทรียศาสตร์ มันไม่ใช่ทฤษฎีที่ต้องมาหาเหตุผลว่า เขาตีกลองอย่างนั้นได้อย่างไร มือกีต้าร์โซโลอย่างไง พวกบ้าดีเทลเตอร์น่ะ เป็นอะไรกันมากไหม ?!? เราเล่นดนตรีกันเพื่อความสุข แล้วมันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนขนาดนั้น บางคนอาจจะหาเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เจอเลย เพราะว่าคุณไปร้องเพลงของคนอื่นมาทั้งชีวิต เล่นแต่ดนตรีของคนอื่น เอามา Cover มาทำใหม่ในสไตส์ของเราไม่ได้ คุณก็ไม่มีทางหาตัวเองเจอหรอก ลองดูครับ ทำเอง แต่งเองไป มันจะดีหรือไม่ดียังไงถ้าเราอยู่กับตัวเองมากขึ้น คนก็จะรู้ในวันหนึ่งว่า เออมีลูกคอแบบนี้ด้วยนี่หว่า ผมเชื่อว่าทุกคนมีเอกลักษณ์ของตัวเองยู่แล้ว
เอิร์ท: แต่เราก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เล่นอีกแบบหนึ่ง หรือคนที่เล่นแจ๊สตาม Skill อะไรนั้นผิดนะ นี่คือถามว่า Flure เป็นยังไง ก็คือ Flure เป็นอย่างนี้ครับ แต่ถ้าเกิดเล่นอย่างอื่นก็ตามสบายก็ไม่ใช่ Flure เท่านั้นเอง
พี่อ้น: ผมว่าเรื่องทฤษฎีรู้ไว้ก็ดีครับไม่เสียหาย คือมันเพื่อเป็นการสื่อสาร เป็นการฝึกตัวเอง เหมือนกับเป็นนักบอลก็ต้องฝึกวิ่งเพื่อจะได้มีแรงไปเตะ ที่เหลือก็ไปคิดเองนะว่าจะเลี้ยงไปทางไหน แต่ว่าก็ต้องฝึกเทคนิคด้วย เพื่อที่จะล็อคหลบเขาได้ ต้องซ้อมกันบ้างเป็นเรื่องดี
Molekul: มาถึงจุดนี้ คาดหวังอะไรกันบ้าง
Q: ชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ (หัวเราะ)
พี่อ้น: ที่คาดหวังกันไว้ตอนแรก มันก็จบไปแล้ว อัลบั้มเราสำเร็จวางขายเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นเราก็หวังให้งานที่เราทำออกมาดี เป็นที่พอใจกันทุกคนเท่านั้นเอง ที่เหลือมันก็เป็นเรื่องโบนัสต่อจากนั้นแล้วว่า จะขายได้ดี ขายไม่ได้ ได้รางวัล หรือโดนด่าอะไรอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นโบนัส กำไรชีวิตก็แล้วกัน แต่ตอนนี้เราก็แค่ทำงานให้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ออกไปเท่านั้น
Molekul: อนาคตของฟลัวจะเป็นอย่างไงกันต่อไป
เท็ดดี้: หลังจากนี้ไปเราคงหายไปสักพัก คืออย่างน้อยก็จนกว่าผมจะเรียนจบ (ตอนนี้ผมเรียนอยู่นิเทศ จุฬา ปี 2 ครับ) ด้วยว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องไปหาประสบการณ์อะไรกันก่อนที่จะกลับมาอีกครั้ง อย่างตอนนี้ชุด 3 ของเรา ค่อนข้างจะชัดเจนว่าเรากำลังสรุปการเดินทางของเราที่กำลังเดินมาทั้งหมดว่า ชุดหนึ่ง ชุดสอง ชุดสามเนี่ยะ เราเจออะไรกันมาบ้าง แต่ชุด 4 จะเป็นการเล่าเรื่องใหม่ เราจะเริ่มต้นที่จุดใหม่ ชุดที่ 4 นี้ จะต้องเป็น Story ใหม่ ซาวด์ใหม่ เรื่องใหม่ครับ ง่ายๆ เลย คือ ตอนที่เราปล่อยเพลงชุด 3 ออกมาตามคลื่นวิทยุ คนเขาก็จะรู้เลยว่านี่เป็น Flure แต่ชุด 4 เราอยากจะให้เป็นแบบ เฮ้ย!! นี่ Flure เหรอ
Molekul: เสน่ห์ในการทำงานตรงนี้คืออะไร
เท็ดดี้: เสน่ห์ของมันอยู่ตรงที่ พออัลบั้มออกไป วันที่เราได้ขึ้นเวที ได้สัมผัสกับแฟนเพลงที่ฟังเพลงเรา แล้วตรงนั้นเราสามารถที่จะสื่อสารกับคนฟังได้สำเร็จ มันเป็นอะไรที่เกินคำพรรณา มันจะรู้สึกดีมากกับสิ่งที่เราทำที่สามารถไปกระตุ้นให้คนอื่นรู้สึกไปพร้อมๆ กับเราได้ ผมว่าเป็นอะไรที่สวยงามมาก
วิ: เพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบ ถึงจะลำบากจะเหนื่อยยังไง เราก็มีความสุข เราก็อยากทำ สิ่งนี้ทำให้เราได้ไปเจอกับคนแปลกๆ ใหม่ๆ ได้ไปในสถานที่ๆ ไม่คิดว่าจะได้ไป อย่าง อุบลฯ หรือโคราช อะไรอย่างนี้ เพราะถ้าอยู่ๆ ไม่มีธุระก็คงไม่ขับรถไปเอง ไหนจะที่ฝรั่งเศสอีก คือ ยิ่งทำไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งได้เจออะไรขึ้นอีกเยอะแยะ ไม่เหมือนกับงานออฟฟิตที่แบบอยู่กับที่ มันเหมือนกับไปได้เที่ยวฮะ
Q: ในอาชีพนี้เหรอก็คล้ายๆ อย่างที่วิพูดแหละ แต่ของผม มันเป็นเรื่องของความไพเราะ คือเราเป็นคนชอบร้องเพลง เล่นดนตรี อะไรอย่างเนี่ยะ ก็ทำให้เรามีโลกที่สวยงามอยู่เสมอ ถึงแม้ข้างนอกมันจะปฏิวัติอะไรกัน แต่ว่าอาชีพเนี่ยะเหมือนทำให้เราได้เดินทางทุกวัน เหมือนได้ท่องโลกจิตนาการ ได้เปิดโลกความรู้ อะไรทำนองนั้น
เอิร์ท: ของเอิร์ทมันก็เป็นตั้งแต่เด็กๆ คือเอิร์ทไม่รู้ว่าดนตรีมันมาเป็นความฝันตั้งแต่เมื่อไร แต่ตอนนี้มันกลายเป็นชีวิตเราไปแล้ว ซึ่งพอเราเหมือนก้าวมาถึงในจุดเดียวกับนักดนตรีที่เคยมี Effect กับชีวิตเรา ที่เราได้อ่านแนวเพลงของเขา ได้ดูวิธีการเล่นดนตรีเขา แล้วเราก็เอามาปรับใช้พัฒนาให้ชีวิตเราดีขึ้น เราก็รู้สึกว่า อืม... เราก็ทำได้นี่ มันเป็นงานที่มีผลทางด้านจิตใจมากกว่าวัตถุ มันจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า
พี่อ้น: ตอนเด็กๆ ไม่เคยคิดว่า จะได้มาเป็นนักดนตรีเต็มตัว ตอนนั้นก็เห็นแค่ภาพคนอื่น ศิลปินคนอื่นๆ ที่เราชอบ แต่เราไม่รู้ว่าเค้าใช้ชีวิตยังไง แต่ตอนนี้พอได้เป็น เราก็รู้แล้วว่ามันก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างจากคนธรรมดาเลย ก็แค่งานของเราไปทำให้คนอื่นรู้สึกดี เหมือนทำบุญนะ ให้คนเขารู้สึกดี เราก็รู้สึกดีไปด้วย ก็เท่านั้นเองที่ชอบ
Molekul: สมมติวันหนึ่งเราไม่ได้มาเป็นนักร้องไม่ได้เล่นดนตรีจะไปทำอะไรกัน
Q: แต่งงานมั้ง ผมว่าชีวิตคนเรามันเป็นไปตามกระแส ถ้าเราไม่มีดนตรีตรงนี้เราอาจจะไปเป็นเด็กแว๊น อ๊ะ!! ก็ไม่แน่ แล้วก็คงใช้ชีวิตที่สวยหรูกว่านี้ บางทีอาจจะมีรถขับ แล้วก็ทำงานในที่ๆ มัน อาจจะน่าเบื่อหน่อย นอนเป็นเวลา ผมคงไม่ใช่ผมคนนี้ หรือถ้าไม่เจอดนตรีก็อาจจะไปเด็กช่าง ซ่อมอะไรที่มันผิดๆ เพี้ยนๆ ไปก็ได้
วิ: ส่วนผมคงทำงานสถาปัตย์เต็มตัว ก็คงนั่งออกแบบอะไรอยู่ในออฟฟิต
เท็ดดี้: จริงๆ แล้วผมเรียนนิเทศฯ ก็เพราะดนตรี อันนี้ พูดตามตรง เพราะว่าดนตรีช่วยให้ผมค้นหาตัวเองเจอ เพราะฉะนั้น อะไรก็ได้เกี่ยวกับดนตรี ทั้งดี ทั้งร้ายผมเอาหมด ซึ่งครั้งหนึ่งดูเหมือนว่าผมเคยเจอสิ่งไม่ดีที่นำพาผมไปนรกอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน แต่สักพักผมก็เริ่มหาตัวเองเจอ แล้วก็ทำให้มันกลายมาเป็นสวรรค์ขึ้นมา
เอิร์ท: คิดไม่ออก จะให้เป็นไรถ้าไม่ได้เป็นนักดนตรี ก็เป็นนักดนตรีนั่นแหละ (หัวเราะ)
พี่อ้น: …..
Molekul: สุดท้าย Flure อยากฝากอะไรถึงคนที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่บ้าง
วิ: คือ สิ่งที่เท็ดดี้พูดไปเมื่อกี้ คือ ทุกอย่างนั่นแหละ ‘ดนตรี’ ก็ด้วย มันสามารถพาเราไปลงนรกได้เหมือนกัน มันเหมือนดาบสองคม พอมีชื่อเสียง มีเงินปุ๊บ ถ้าเราเดินผิดไปนิดเดียว ก็คือลงเหวไปแล้ว
เอิร์ท: ศิลปินก็มีหน้าที่ที่ต้องขัดเกลาสังคม หล่อหลอมสังคม คนอื่นอาจจะเห็นว่าเราเป็นแค่นักดนตรีวัยรุ่นจะทำอะไรได้ว้า อ้อ! แค่ร้องรำทำเพลง กิน นอน... แต่ว่าจริงๆ แล้ว ผมคิดว่าศิลปะวิวัฒนาการต่างๆ ในสมัยนี้ มันมีผลต่อคนมากกว่าเรื่องการเงินหรือฐานะทางสังคมซะอีก อย่างน้อยเราก็มีสิทธิที่จะทำให้ชีวิตคนมันดีได้ เว้นแต่ศิลปินคนนั้นๆ จะทำหรือเปล่า เรามีสิทธิที่จะพูดในสิ่งที่ถูกได้จะทำหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้เป็นไปตามเรื่องตามราว แต่คือเราทนไม่ได้ไง
วิ: ทำให้พอเราได้โอกาสตรงนี้มา มีคนสนใจในสิ่งที่เราพูด เราก็จะค่อนข้างจริงจังกับมัน เราจึงพยายามจะสื่อสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ให้คนดู คนอ่าน คนฟัง ได้กลับไปคิด
เอิร์ท: อย่างน้อยๆ ก็หวังว่าอาจมีเด็กคนนึงมาอ่านบทความนี้ ที่อาจกำลังคิดอยู่ว่าทำไมเราถึงเล่นดนตรีไม่เป็น ยังเหมือนเดิมอยู่เลย ซึ่งพวกผมก็เป็นเหมือนกันอย่างนั้นเหมือน คือก็ยังเล่นไม่เป็นอยู่ อย่าคิดว่าผมเป็นกันนะครับ คือก็อยากให้คนที่มาอ่านมีกำลังใจ อยากให้พยายามไปด้วยกัน อย่างน้อยก็ขอให้เล่นดนตรี ได้ ไม่ได้ ไม่เป็นไรไว้ค่อยคิดต่อ
เท็ดดี้: มันก็เลยโยงไปถึงการทำอัลบั้มของพวกเราด้วย ก็คือด้วยทัศนะคติหรืออุดมการณ์แบบนี้ เราเลยคิดว่าการทำอัลบั้มทีหนึ่งเนี่ยะ มันต้องทำให้ได้ดีที่สุดๆ ณ เวลาที่เราทำได้ตอนนั้น ซึ่งเราไม่ควรที่จะกั๊กมันไว้ อย่างแทนที่จะเอารูปพวกเรา 5 คนมาหน้าขึ้นหน้าปกอัลบั้ม ซึ่งก็ง่ายๆ แป๊บเดียวเสร็จ แต่เราคิดว่าในเมื่อเรามีโอกาสมาทำตรงนี้แล้ว ทำไมเราไม่ทำให้มันเจ๋งกว่านี้ล่ะ ก็เลยคิดว่าแค่เสียแค่กำลังกายไป ถึงอดหลับอดนอนแต่ก็ได้มาซึ่งศิลปะที่แท้จริง มันก็คุ้มค่าในการลงทุน ก็ฝากน้องๆ ด้วยว่าอย่าไปคิดอะไรที่มันง่ายๆ แล้วมันจะดีนะ คือคิดให้มันลึกซึ้งก่อน แต่ถ้ามันง่าย แล้วได้ใจความก็โอเค แต่อย่างน้อยขอให้คิดมาก่อน
พี่อ้น: คือทุกอย่างที่ดูง่ายแต่ดี มันแฝงมาด้วยความคิดมาเยอะมากๆ บางทีอาจจะมากกว่าบางอันที่ดูซับซ้อนอีก
เอิร์ท: ใช่ มันผ่านประสบการณ์กันมานะ ซึ่งบางทีดูเหมือนมันง่ายแต่มันไม่ง่ายเลยนะครับ
และทั้งหมดนี้นั่นก็คือ -- บทสรุปของการเดินทางที่พวกเขาได้เดินมาถึง และกำลังจะก้าวต่อไป... --
วันที่ : 2007-07-11
อ่านแล้ว : 10540 ครั้ง

TOON
Post : 1

วีอาร์ฟลัว
Post : 1
เยี่ยม ๆๆๆๆ
รักพี่ๆๆ วงฟลัวมากเลยเว๊ย
แมร่งโคตรเท่เล๊ย
(พี่Qสรู้)
เมื่อ 2008-09-29 08:50:35

bosstontab
Post : 1
สุดยอดครับ flure
ชอบพี่เอิร์ท มากครับ เป็นต้นแบบผมเลย
เมื่อ 2008-09-27 23:17:13

oattflure fc
Post : 1
ไม่มีใครเก่งเท่าพี่ๆๆวงฟลัวอีกแล้ววววว
เมื่อ 2008-09-03 02:10:11

naraku
Post : 1
คนชอบมากจังโดยเฉพราะเด็กเทคนิค(สถาปัต)เห็นมีทุกคน
เมื่อ 2008-07-04 15:38:32
ชอบทรงผมพี่คิวมากๆคับ อิอิ
เมื่อ 2008-10-13 13:54:24