Songburi Broadcast

รายการทีวีที่สรุปข่าวแวววงเพลงอินดี้ในรอบอาทิตย์มาให้ได้รับชมกัน

Songburi Playground

รวบรวมของฟรี Wallpaper ศิลปินอินดี้ กิจกรรมเกมแจกตั๋ว คอนเสิร์ตอินดี้

Fat Fest 8 The Gameโต๋ (มั้ง?) GameRetrospect Rise Now! GameScrubb ชุดเล็ก Game

Songburi Partner

เพื่อนๆค่ายเพลงอินดี้

  • คลิกเพื่อไปที่ http://www.believerecords.net/
  • คลิกเพื่อไปที่ http://www.zydrecords.com/
  • คลิกเพื่อไปที่
  • คลิกเพื่อไปที่ http://www.warnermusic.co.th
  • คลิกเพื่อไปที่ http://www.finetunestudio.com
เพื่อนๆค่ายเพลงอินดี้ของ Songburi

มีผู้ใช้ Online อยู่ 58 คน

ข่าวสารของวงการเพลงศิลปินอินดี้

Flure

Jul
11

ใครก็ตามที่ติดตาม Songburi มาตลอด คงจะรู้ว่า Flure เป็นหนึ่งในวงดนตรีจากหลายๆ วง ที่เราได้ตามติดความเคลื่อนไหวของพวกเขามาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่วันแรกของการเปิดอัลบั้ม Tales ที่เซ็นเตอร์พอยท์... จนมาถึงวันนี้ ไม่ว่าเราจะติดตามพวกเขาไปในงานคอนเสิร์ตหรือการแสดงสดเพื่อพบปะแฟนเพลงครั้งใด สิ่งที่สัมผัสได้ทุกครั้งเมื่อ Flure ขึ้นเล่น นั่นก็คือ ‘ความสนุกและความมันส์’ ที่มาพร้อมๆ กับเรื่องราว ซึ่งพวกเขาได้ร้อยเรียงผูกเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านบทเพลงและเสียงดนตรีในแบบฉบับเฉพาะที่เป็นตัวตนของพวกเขาเองนั่นเอง

วันนี้เราจะมารู้จักกับ 5 หนุ่มวง Flure ให้มากขึ้นกับ ‘ผลงาน’ ‘ตัวตน’ และ ‘ความคิด’ รวมไปถึง ‘อนาคต’ ของพวกเขา ‘Flure’

Molekul: ที่มาที่ไปก่อนที่จะมารวมตัวกันของ Flure

วิ: ตอนแรกวงเราจะมีอยู่ 3 คนครับ คือเท็ดดี้ เอิร์ท แล้วก็ผมครับ ซึ่งเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันมาตั้งแต่ ป.1 ที่สาธิตจุฬา พอขึ้นมัธยมช่วง ม.1-ม.2 ก็เป็นช่วงที่เราเริ่มรู้สึกว่า เราต้องทำอะไรสักอย่าง ก็เลยตั้งวง เล่นดนตรีมาด้วยกันมาตั้งแต่ตอนนั้น

เอิร์ท:
มันจะมีจุดเปลี่ยนตอนม.3 คือตอนนั้นรู้สึกว่าอยากทำดนตรีกันมาก ก็เลยไปขอกับพ่อเท็ดดี้ (อ. บรูซ  แกสตัน วงฟองน้ำ) ว่า ขอยืมห้องหน่อย ช่วงนั้นก็เล่นกันทุกวัน ชีวิตมันก็จะเพี้ยนๆ ไป ซึ่งคนอื่นอาจไปเดินสยามจีบสาวเซนโยฯ แต่พวกผมกลับมาเล่นดนตรี ซึ่งอาจทำให้ขาดอะไรไปบ้าง แต่ก็เพื่อที่จะได้อะไรบางอย่างกลับมา พอเข้ามหา’ลัยก็ได้ไปคุยกับพี่สุกี้ครับ แต่ตอนนั้นเราไม่มีมือเบส ก็เลยไปชวนพี่อ้น ซึ่งเขาเป็นรุ่นพี่ปีที่ รร. สาธิต ไง ซึ่งพี่อ้นนี่จะค่อนข้างจะร่วมอุดมการณ์เดียวกับเรา คือถึงแม้จะเล่นเพลงไม่เหมือนกับเราทั้งหมด แต่ก็จะเล่นเพลงที่คนเขาไม่ฟังเหมือนกัน (หัวเราะ)

Molekul: แล้วกับ Q ล่ะมาเจอกันตอนไหน

เอิร์ท:
นักร้องนี่เราลองมากันหลายคนแล้วนะ แต่บังเอิญตอนที่ผมอยู่ที่ศิลปกรรม จุฬาฯ ก็รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง เขาก็ชวนผมไปเล่นดนตรีที่บ้านเขา ผมก็ไป... ปรากฏว่าเพื่อนมันอยู่เต็มห้องเลย แล้วก็มีอ้วนโล้น (Q) นี่ล่ะครับ ร้องเพลงอยู่ สมัยนั้นเขาจะอ้วนๆ แล้วดูอารมณ์ฉุนเฉียวอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) ตอนนั้นผมก็ตีกลองไป พอได้ยินเสียงเขา ก็เออ! บ้าบอดี เลยถามว่าเพื่อนว่า “นายคนนั้นเป็นใครเหรอ ?” อ๊ะ!! ชื่อ Q ก็เลยชวน Q มาออดิชั่น ตอนนั้นจำได้เลย ที่ Q เขามาออดิชั่น เขาขับจากัวปี 2000 สีขาวสวยมาเลย

วิ:
ตอนแรกเขาเข้ามาก็จะดูงงๆ อยู่ ก็เลยลองให้ร้องดู พอร้องเสร็จปุ๊ปก็รันเสียงกันได้จริงๆ

Q:
ลึกๆ แล้ว ตอนนั้นเราก็ยังไม่แน่ใจว่าเราจะได้เป็นนักร้องรึเปล่าด้วย แล้วจู่ๆ ก็มีอยู่วันหนึ่งพี่สุกี้ก็โทรมาบอกว่าพรูจะไปเล่นที่เอแบค จะให้วงเราขึ้นไปเป็นวงเปิด โดยที่เรายังไม่มีเพลงกันเลย

Molekul: งานวันนั้นเป็นอย่างไง

Q:
  ตอนนั้นคือ เรายังไม่ได้ตัดสินเลยว่าจะมาเป็นนักร้องวงนี้นะ ยังไม่ได้ซ้อมอะไรกันเลย แล้วเราต้องขึ้นไปร้องอะไรสดๆ กันตอนนั้น ผมก็ไปเลยใส่กางเกงสแล็คสีดำ เสื้อเชิร์ตสีทอง คือเป็นอะไรที่ไม่ใช่ผมในแบบทุกวันนี้ เป็นไอ้หนุ่มออฟฟิตบูติกอะไรก็ไม่รู้ ที่ขึ้นไปเป็นวงร็อคโว้ยวายอยู่ข้างบน ตอนนั้นรู้สึกจะใช้ชื่อวงว่า ‘ชอกะเฌอ’ ฮะ

เอิร์ท:
วันนั้นมีอยู่เพลงหนึ่งที่ Q ยังไม่เคยฟังด้วยซ้ำ แล้ว Q ก็ต้องขึ้นไปร้องสด คือใส่คำร้อง, เนื้อร้องทุกอย่างแบบสดๆ วันนั้นก็ไม่รู้ว่ารอดกันมาได้ไง จำได้เลยว่าผมเตรียมหมวกไปใส่เลย คืออายแน่ๆ พยายามจะใส่หมวกปิดบังตัวเองไว้ให้มากที่สุด แต่พอคอนเสิร์ตจบก็โอเค สนุกดี

Molekul: จนมาถึงวันนี้ก็มีอัลบั้มชุดที่ 3 แล้ว ชุดนี้เป็นอย่างไรบ้าง

วิ:
อัลบั้มชุดนี้ จะแบบที่ไม่ได้มามั่วซั่วเหมือนเมื่อก่อนแล้ว คือชุดที่หนึ่งออกครั้งแรกนั้นก็จะมั่วเยอะหน่อย ชุดที่ 2 ก็ทดลองทำแนวหวานๆ ดู ส่วนชุดนี้เกิดจากประสบการณ์จริงทั้งหมด 5-6 ปีของเรา ซึ่งถึงจะมีมั่วอยู่บ้าง แต่ก็เป็นมั่วแบบที่มีหลักการ

เท็ดดี้:
ในส่วนของตัวอัลบั้ม ชุดนี้เรามีการเพิ่มประสบการณ์ความรู้สึกในการรับฟังและการเสพอัลบั้มมากขึ้น ฉะนั้น การทำอัลบั้มของ Flure หรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเรา จะต้องมีมากกว่าแค่ตัวดนตรี คือเราอยากที่จะนำเสนอประสบการณ์และความรู้สึกรอบๆ วงดนตรีออกไปด้วย เช่น ในอัลบั้นนี้เราจะใส่ใจกับปก ภาพ หรือแพ็กเกจจิ้งอะไรมากขึ้น ข้างในก็จะมีหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับเรื่องของพวกเรา มี DVD ที่สื่อและนำเสนอตัวตนของพวกเราเองเลยว่า อัลบั้มนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วจบที่อะไร มีทั้งบทสัมภาษณ์ เบื้องหลัง MV คาราโอเกะ คำตอบทั้งหมดจะอยู่ในอัลบั้มนี้ แบบเคลียร์และก็ชัดเจน

Molekul: เรื่องราวในอัลบั้มนี้เป็นอย่างไง

Q:
เรื่องราวในอัลบั้มก็ยังเป็นเรื่องเชิงบวกอยู่ คือไม่มีตัดพ้อต่อว่าเหมือนชุด1 แล้วก็จะไม่หวานจนเกินไปด้วย หลายๆ เพลงในนี้ มีที่มาที่ไปจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น อย่างเพลงสั้น ก็จะเป็นตัวอย่างของสมาชิกในวงของเรา ที่ได้สูญเสียคนที่รักไป ส่วนเพลงที่เล่าเรื่องราวของคนที่กำลังมีความรัก ก็จะเป็นเพลงใครบางคนจากบนฟ้า คือเป็นการรวมจากหลายเรื่องราวๆ มารวมเป็นอัลบั้ม อัลบั้มนี้ก็เลยใช้ชื่อว่า Tales เพราะมันเป็นเรื่องราวที่มันได้เกิดขึ้นจริงๆ

Molekul: สไตล์การทำเพลงแบบ Flure เป็นอย่างไง

วิ:
วิธีทำเพลงเราจะไม่ค่อยตายตัว ไม่มีสูตรที่จะนำไปใช้ว่า โอเค คนนี้ต้องแต่งเพลง เพราะเคยแต่งมาแล้ว 10 เพลง ไม่ใช่ บางทีสูตรหรือวิธีการอะไรอย่างนี้ มันทำเราโดนตีกรอบ ซึ่งพอโดนตีกรอบมากๆ มันก็วนอยู่ที่เดิม คือไม่ไปไหน

เท็ดดี้:
  แตในกรณีของพวกเรา ทางดนตรียนั้นค่อนข้างไปในทางสายเดียวกัน คือฟังร็อคเล่นร็อคกันมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เวลาทำเพลงออกมา พอมันไปทางศิลปะมากไป ก็อาจจะฟังไม่ค่อยได้ ต่างจาก Q ที่พื้นฐานของเขาจะมาทาง pop บริทนีย์ หรืออะไรที่มันบอสซ่าโนว่า คือเบากว่า ฟังง่ายกว่า Q ก็จะเข้ามาบอกพวกเราว่า รู้สึกว่าอันนี้มันลำบาก ฟังไม่รู้เรื่องแล้วนะ เราก็จะโอเคปรับให้มาอยู่ตรงกลาง หรือบางที Q เขาก็จะดึงเราไปด้านน้ำเชื่อมหนักเลย เราก็จะเฮ้ย!! Q หวานไปแล้วนะ ก็ไอ้การดึงกันไปดึงกันมาของทั้ง 2 ฝ่ายนี่แหละ ทำให้มันเกิดซาวด์ Flure ขึ้นมาตรงกลาง คือ เป็นจุดกลางระหว่าง pop บริทนีย์กับศิลปะในห้องๆ เดียว

Q:
ก็ฝากถึงน้องรุ่นใหม่ๆ ที่อยากทำเพลงด้วยว่า อย่าไปซีเรียสกับมันมาก คือมันมีดนตรีขึ้นมาบนโลกเพื่อเป็นเรื่องของสุนทรียศาสตร์ มันไม่ใช่ทฤษฎีที่ต้องมาหาเหตุผลว่า เขาตีกลองอย่างนั้นได้อย่างไร มือกีต้าร์โซโลอย่างไง พวกบ้าดีเทลเตอร์น่ะ เป็นอะไรกันมากไหม ?!? เราเล่นดนตรีกันเพื่อความสุข  แล้วมันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนขนาดนั้น บางคนอาจจะหาเอกลักษณ์ของตัวเองไม่เจอเลย เพราะว่าคุณไปร้องเพลงของคนอื่นมาทั้งชีวิต เล่นแต่ดนตรีของคนอื่น เอามา Cover มาทำใหม่ในสไตส์ของเราไม่ได้ คุณก็ไม่มีทางหาตัวเองเจอหรอก ลองดูครับ ทำเอง แต่งเองไป มันจะดีหรือไม่ดียังไงถ้าเราอยู่กับตัวเองมากขึ้น คนก็จะรู้ในวันหนึ่งว่า เออมีลูกคอแบบนี้ด้วยนี่หว่า ผมเชื่อว่าทุกคนมีเอกลักษณ์ของตัวเองยู่แล้ว

เอิร์ท:
แต่เราก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เล่นอีกแบบหนึ่ง หรือคนที่เล่นแจ๊สตาม Skill อะไรนั้นผิดนะ นี่คือถามว่า Flure เป็นยังไง ก็คือ Flure เป็นอย่างนี้ครับ แต่ถ้าเกิดเล่นอย่างอื่นก็ตามสบายก็ไม่ใช่  Flure เท่านั้นเอง

พี่อ้น:
ผมว่าเรื่องทฤษฎีรู้ไว้ก็ดีครับไม่เสียหาย คือมันเพื่อเป็นการสื่อสาร เป็นการฝึกตัวเอง เหมือนกับเป็นนักบอลก็ต้องฝึกวิ่งเพื่อจะได้มีแรงไปเตะ ที่เหลือก็ไปคิดเองนะว่าจะเลี้ยงไปทางไหน แต่ว่าก็ต้องฝึกเทคนิคด้วย เพื่อที่จะล็อคหลบเขาได้ ต้องซ้อมกันบ้างเป็นเรื่องดี

Molekul: มาถึงจุดนี้ คาดหวังอะไรกันบ้าง

Q:
ชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ (หัวเราะ)

พี่อ้น:
ที่คาดหวังกันไว้ตอนแรก มันก็จบไปแล้ว อัลบั้มเราสำเร็จวางขายเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นเราก็หวังให้งานที่เราทำออกมาดี เป็นที่พอใจกันทุกคนเท่านั้นเอง ที่เหลือมันก็เป็นเรื่องโบนัสต่อจากนั้นแล้วว่า จะขายได้ดี ขายไม่ได้ ได้รางวัล หรือโดนด่าอะไรอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นโบนัส กำไรชีวิตก็แล้วกัน แต่ตอนนี้เราก็แค่ทำงานให้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ออกไปเท่านั้น

Molekul: อนาคตของฟลัวจะเป็นอย่างไงกันต่อไป

เท็ดดี้:
หลังจากนี้ไปเราคงหายไปสักพัก คืออย่างน้อยก็จนกว่าผมจะเรียนจบ (ตอนนี้ผมเรียนอยู่นิเทศ จุฬา ปี 2 ครับ) ด้วยว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องไปหาประสบการณ์อะไรกันก่อนที่จะกลับมาอีกครั้ง อย่างตอนนี้ชุด 3 ของเรา ค่อนข้างจะชัดเจนว่าเรากำลังสรุปการเดินทางของเราที่กำลังเดินมาทั้งหมดว่า ชุดหนึ่ง ชุดสอง ชุดสามเนี่ยะ เราเจออะไรกันมาบ้าง แต่ชุด 4 จะเป็นการเล่าเรื่องใหม่ เราจะเริ่มต้นที่จุดใหม่ ชุดที่ 4 นี้ จะต้องเป็น Story ใหม่ ซาวด์ใหม่ เรื่องใหม่ครับ ง่ายๆ เลย คือ ตอนที่เราปล่อยเพลงชุด 3 ออกมาตามคลื่นวิทยุ คนเขาก็จะรู้เลยว่านี่เป็น Flure แต่ชุด 4 เราอยากจะให้เป็นแบบ เฮ้ย!! นี่  Flure เหรอ

Molekul: เสน่ห์ในการทำงานตรงนี้คืออะไร

เท็ดดี้:
เสน่ห์ของมันอยู่ตรงที่ พออัลบั้มออกไป วันที่เราได้ขึ้นเวที ได้สัมผัสกับแฟนเพลงที่ฟังเพลงเรา แล้วตรงนั้นเราสามารถที่จะสื่อสารกับคนฟังได้สำเร็จ มันเป็นอะไรที่เกินคำพรรณา มันจะรู้สึกดีมากกับสิ่งที่เราทำที่สามารถไปกระตุ้นให้คนอื่นรู้สึกไปพร้อมๆ กับเราได้ ผมว่าเป็นอะไรที่สวยงามมาก

วิ:
เพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบ ถึงจะลำบากจะเหนื่อยยังไง เราก็มีความสุข เราก็อยากทำ สิ่งนี้ทำให้เราได้ไปเจอกับคนแปลกๆ ใหม่ๆ ได้ไปในสถานที่ๆ ไม่คิดว่าจะได้ไป อย่าง อุบลฯ หรือโคราช อะไรอย่างนี้ เพราะถ้าอยู่ๆ ไม่มีธุระก็คงไม่ขับรถไปเอง ไหนจะที่ฝรั่งเศสอีก คือ ยิ่งทำไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งได้เจออะไรขึ้นอีกเยอะแยะ ไม่เหมือนกับงานออฟฟิตที่แบบอยู่กับที่ มันเหมือนกับไปได้เที่ยวฮะ

Q:
ในอาชีพนี้เหรอก็คล้ายๆ อย่างที่วิพูดแหละ แต่ของผม มันเป็นเรื่องของความไพเราะ คือเราเป็นคนชอบร้องเพลง เล่นดนตรี อะไรอย่างเนี่ยะ ก็ทำให้เรามีโลกที่สวยงามอยู่เสมอ ถึงแม้ข้างนอกมันจะปฏิวัติอะไรกัน แต่ว่าอาชีพเนี่ยะเหมือนทำให้เราได้เดินทางทุกวัน เหมือนได้ท่องโลกจิตนาการ ได้เปิดโลกความรู้ อะไรทำนองนั้น

เอิร์ท:
ของเอิร์ทมันก็เป็นตั้งแต่เด็กๆ คือเอิร์ทไม่รู้ว่าดนตรีมันมาเป็นความฝันตั้งแต่เมื่อไร แต่ตอนนี้มันกลายเป็นชีวิตเราไปแล้ว ซึ่งพอเราเหมือนก้าวมาถึงในจุดเดียวกับนักดนตรีที่เคยมี Effect กับชีวิตเรา ที่เราได้อ่านแนวเพลงของเขา ได้ดูวิธีการเล่นดนตรีเขา แล้วเราก็เอามาปรับใช้พัฒนาให้ชีวิตเราดีขึ้น เราก็รู้สึกว่า อืม... เราก็ทำได้นี่ มันเป็นงานที่มีผลทางด้านจิตใจมากกว่าวัตถุ มันจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า

พี่อ้น:
ตอนเด็กๆ ไม่เคยคิดว่า จะได้มาเป็นนักดนตรีเต็มตัว ตอนนั้นก็เห็นแค่ภาพคนอื่น ศิลปินคนอื่นๆ ที่เราชอบ แต่เราไม่รู้ว่าเค้าใช้ชีวิตยังไง แต่ตอนนี้พอได้เป็น เราก็รู้แล้วว่ามันก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างจากคนธรรมดาเลย ก็แค่งานของเราไปทำให้คนอื่นรู้สึกดี เหมือนทำบุญนะ ให้คนเขารู้สึกดี เราก็รู้สึกดีไปด้วย ก็เท่านั้นเองที่ชอบ

Molekul: สมมติวันหนึ่งเราไม่ได้มาเป็นนักร้องไม่ได้เล่นดนตรีจะไปทำอะไรกัน

Q:
  แต่งงานมั้ง ผมว่าชีวิตคนเรามันเป็นไปตามกระแส ถ้าเราไม่มีดนตรีตรงนี้เราอาจจะไปเป็นเด็กแว๊น อ๊ะ!! ก็ไม่แน่ แล้วก็คงใช้ชีวิตที่สวยหรูกว่านี้ บางทีอาจจะมีรถขับ แล้วก็ทำงานในที่ๆ มัน อาจจะน่าเบื่อหน่อย นอนเป็นเวลา ผมคงไม่ใช่ผมคนนี้ หรือถ้าไม่เจอดนตรีก็อาจจะไปเด็กช่าง ซ่อมอะไรที่มันผิดๆ เพี้ยนๆ ไปก็ได้

วิ:
ส่วนผมคงทำงานสถาปัตย์เต็มตัว ก็คงนั่งออกแบบอะไรอยู่ในออฟฟิต

เท็ดดี้:
จริงๆ แล้วผมเรียนนิเทศฯ ก็เพราะดนตรี อันนี้ พูดตามตรง เพราะว่าดนตรีช่วยให้ผมค้นหาตัวเองเจอ  เพราะฉะนั้น อะไรก็ได้เกี่ยวกับดนตรี ทั้งดี ทั้งร้ายผมเอาหมด ซึ่งครั้งหนึ่งดูเหมือนว่าผมเคยเจอสิ่งไม่ดีที่นำพาผมไปนรกอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน แต่สักพักผมก็เริ่มหาตัวเองเจอ แล้วก็ทำให้มันกลายมาเป็นสวรรค์ขึ้นมา

เอิร์ท:
คิดไม่ออก จะให้เป็นไรถ้าไม่ได้เป็นนักดนตรี ก็เป็นนักดนตรีนั่นแหละ (หัวเราะ)

พี่อ้น:
…..

Molekul: สุดท้าย Flure อยากฝากอะไรถึงคนที่กำลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้อยู่บ้าง

วิ:
คือ สิ่งที่เท็ดดี้พูดไปเมื่อกี้ คือ ทุกอย่างนั่นแหละ ‘ดนตรี’ ก็ด้วย มันสามารถพาเราไปลงนรกได้เหมือนกัน มันเหมือนดาบสองคม พอมีชื่อเสียง มีเงินปุ๊บ ถ้าเราเดินผิดไปนิดเดียว ก็คือลงเหวไปแล้ว

เอิร์ท:
ศิลปินก็มีหน้าที่ที่ต้องขัดเกลาสังคม หล่อหลอมสังคม คนอื่นอาจจะเห็นว่าเราเป็นแค่นักดนตรีวัยรุ่นจะทำอะไรได้ว้า อ้อ! แค่ร้องรำทำเพลง กิน นอน... แต่ว่าจริงๆ แล้ว ผมคิดว่าศิลปะวิวัฒนาการต่างๆ ในสมัยนี้ มันมีผลต่อคนมากกว่าเรื่องการเงินหรือฐานะทางสังคมซะอีก อย่างน้อยเราก็มีสิทธิที่จะทำให้ชีวิตคนมันดีได้ เว้นแต่ศิลปินคนนั้นๆ จะทำหรือเปล่า เรามีสิทธิที่จะพูดในสิ่งที่ถูกได้จะทำหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้เป็นไปตามเรื่องตามราว แต่คือเราทนไม่ได้ไง

วิ:
ทำให้พอเราได้โอกาสตรงนี้มา มีคนสนใจในสิ่งที่เราพูด เราก็จะค่อนข้างจริงจังกับมัน เราจึงพยายามจะสื่อสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ให้คนดู คนอ่าน คนฟัง ได้กลับไปคิด

เอิร์ท:
อย่างน้อยๆ ก็หวังว่าอาจมีเด็กคนนึงมาอ่านบทความนี้ ที่อาจกำลังคิดอยู่ว่าทำไมเราถึงเล่นดนตรีไม่เป็น ยังเหมือนเดิมอยู่เลย ซึ่งพวกผมก็เป็นเหมือนกันอย่างนั้นเหมือน คือก็ยังเล่นไม่เป็นอยู่ อย่าคิดว่าผมเป็นกันนะครับ คือก็อยากให้คนที่มาอ่านมีกำลังใจ อยากให้พยายามไปด้วยกัน อย่างน้อยก็ขอให้เล่นดนตรี ได้ ไม่ได้ ไม่เป็นไรไว้ค่อยคิดต่อ

เท็ดดี้:
มันก็เลยโยงไปถึงการทำอัลบั้มของพวกเราด้วย ก็คือด้วยทัศนะคติหรืออุดมการณ์แบบนี้ เราเลยคิดว่าการทำอัลบั้มทีหนึ่งเนี่ยะ มันต้องทำให้ได้ดีที่สุดๆ ณ เวลาที่เราทำได้ตอนนั้น ซึ่งเราไม่ควรที่จะกั๊กมันไว้ อย่างแทนที่จะเอารูปพวกเรา 5 คนมาหน้าขึ้นหน้าปกอัลบั้ม ซึ่งก็ง่ายๆ แป๊บเดียวเสร็จ แต่เราคิดว่าในเมื่อเรามีโอกาสมาทำตรงนี้แล้ว ทำไมเราไม่ทำให้มันเจ๋งกว่านี้ล่ะ ก็เลยคิดว่าแค่เสียแค่กำลังกายไป ถึงอดหลับอดนอนแต่ก็ได้มาซึ่งศิลปะที่แท้จริง มันก็คุ้มค่าในการลงทุน ก็ฝากน้องๆ ด้วยว่าอย่าไปคิดอะไรที่มันง่ายๆ แล้วมันจะดีนะ คือคิดให้มันลึกซึ้งก่อน แต่ถ้ามันง่าย แล้วได้ใจความก็โอเค แต่อย่างน้อยขอให้คิดมาก่อน

พี่อ้น:
คือทุกอย่างที่ดูง่ายแต่ดี มันแฝงมาด้วยความคิดมาเยอะมากๆ บางทีอาจจะมากกว่าบางอันที่ดูซับซ้อนอีก

เอิร์ท:
ใช่ มันผ่านประสบการณ์กันมานะ ซึ่งบางทีดูเหมือนมันง่ายแต่มันไม่ง่ายเลยนะครับ

และทั้งหมดนี้นั่นก็คือ -- บทสรุปของการเดินทางที่พวกเขาได้เดินมาถึง และกำลังจะก้าวต่อไป... --

วันที่ : 2007-07-11
อ่านแล้ว : 10540 ครั้ง

 

 

  1. หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10


TOON
Post : 1

ความคิดเห็นที่ 48

ชอบทรงผมพี่คิวมากๆคับ อิอิ

เมื่อ 2008-10-13 13:54:24


วีอาร์ฟลัว
Post : 1

ความคิดเห็นที่ 47

เยี่ยม ๆๆๆๆ

รักพี่ๆๆ วงฟลัวมากเลยเว๊ย

แมร่งโคตรเท่เล๊ย
(พี่Qสรู้)

เมื่อ 2008-09-29 08:50:35


bosstontab
Post : 1

ความคิดเห็นที่ 46

สุดยอดครับ flure
ชอบพี่เอิร์ท มากครับ เป็นต้นแบบผมเลย

เมื่อ 2008-09-27 23:17:13


oattflure fc
Post : 1

ความคิดเห็นที่ 45

ไม่มีใครเก่งเท่าพี่ๆๆวงฟลัวอีกแล้ววววว

เมื่อ 2008-09-03 02:10:11


naraku
Post : 1

ความคิดเห็นที่ 44

คนชอบมากจังโดยเฉพราะเด็กเทคนิค(สถาปัต)เห็นมีทุกคน

เมื่อ 2008-07-04 15:38:32

  1. หน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
แสดงความคิดเห็น

ชื่อ
*

อีเมล์
*

ความคิดเห็น
*



 

Songburi Scoop เรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับเพลงอินดี้

Scoop

 
Groove Riders

Artist On Frame

Groove Riders

Groove Riders คือ กลุ่มศิลปินดิสโก้ฟังก์ ที่ประกอบไปด้วยบุรินทร์ : นักร้องนำ ที่มีเสียงโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ พร้อมท่วงท่าการเต้น ที่สามารถทำให้คนฟั ...
 
ยังไม่จบอ่านต่อ ...
 

Songburi Chart อันดับเพลงอินดี้

Tuning Chart

1 อกหัก
sweet นุช
2 ใจเหลือเหลือ
DR.FUU
3 ถ้ายังรัก
CRESCENDO
4 แค่เธอสงสัย
K-OTIC
5 การกลับมา
Hobbit