Crescendo Tiger Translate Mild คาราบาว Fat Festival 8 Fat Festival Friday สนามหลวง Nuvo จุ๋ย จุ๋ยส์ Spicydisc Groove Riders Lula Tk Park Knock The Knock อัลบั้มใหม่ ภาพยนตร์ Songburi แฟต เฟสติวัล คอนเสิร์ต Party Flure อพาร์ตเมนต์คุณป้า เสนาหอย Mola Mola Sunshine อะคูสติก ต้า สมิทธ์ Circle 22 Mv Good September ฟิล์ม รัฐภูมิ Sony Bmg Concert Scrubb Activity
Groove Riders![]()
“คิดเอาไว้ คิดถึงหน้าพ่อแม่ของเธอไว้ ถ้าพวกเขามาเห็น คงซวยอย่างไม่ต้องสงสัย
ข่มใจเอาไว้ คิดถึงหน้าพ่อแม่ของเธอไว้ หากอารมณ์เธอพลุ่งพล่านขึ้นเมื่อใด จงจำเอาไว้”
“หยุด หยุดชีวิต หยุดกับคนนี้ แม้ว่าใครจะดีซักแค่ไหน
หยุด หยุดความรัก ทั้งหัวใจ...จะหยุดอยู่กับเธอคนเดียว”
“ถ้าไม่ทำอย่างนี้ แล้วปล่อยให้เธอเดินผ่าน ฉันไม่รู้ว่าอนาคตจะเสียใจแค่ไหน ช้ำใจเท่าไหร่…
ถ้ารู้ว่าฉันได้พลาดความรักที่แท้…”
6 ปีที่แล้ว Groove Riders คือ กลุ่มคนดนตรีคุณภาพกลุ่มหนึ่ง ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับงานเพลงในสไตล์ ‘ดิสโก้’ ที่แตกต่างจากงานเพลงอื่นที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาด ณ ขณะนั้น ด้วยแนวเพลงที่ ‘ไม่ยึดติด’ ประกอบกับซาวด์ดนตรีที่ ‘สดและใหม่’ รวมไปถึง ‘เนื้อหา’ ของเพลงที่แฝงไปด้วยความหมาย ส่งผลให้งานเพลงของพวกเขาไต่ทะยานขึ้นสู่ชาร์ตในอันดับต้นๆ ของคลื่นวิทยุชั้นนำ และเป็นที่รู้จักของบรรดานักฟังเพลงทั้งหลายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ปลายปี 2007 Groove Riders กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้มล่าสุด ‘The Lift’ พาหนะสุดคลาสสิก ที่จะนำพาบทเพลงแนวดิสโก้ ฟังค์ ให้กลับมามีสีสันอีกครั้ง กับการเรียบเรียงดนตรีในแบบฉบับของ Groove Riders ที่พวกเขาใช้เวลากลั่นกรองยาวนานถึง 6 ปี...ในวันนี้ หลายคนยอมรับกับเพลง Superstar และกำลังหลงใหลอยู่กับเพลง She’s hot ซึ่งนี่ก็คงจะเป็นอีกครั้งของชาว Songburi ที่เราจะมาพบกับ Groove Riders อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังจากที่ได้รอคอยกันมา....
Molekul: หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงเว้นช่วงนานมาก
GR: คือในช่วง 6 ปีมานี้ เราทัวร์คอนเสิร์ตมาตลอด แทบไม่มีช่วงไหนเลยที่เราจะได้หยุดพักจริงๆ เพราะโปรเจ็คต์กรู๊ฟไรเดอร์สเป็นอะไรที่แปลก คือธรรมดาแล้ว ศิลปินออกเทปมาจะโปรโมท 3 เดือน 6 เดือนก็เลิก ก็หายไป กลับไปทำอัลบั้มใหม่มา แต่ว่ากรู๊ฟไรเดอร์สเนี่ยะ เรามีทัวร์คอนเสิร์ตตลอด ที่จังหวัดต่างๆ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น มันก็เลยทำให้เราไม่ได้มีเวลาว่างเต็ม 100 % ที่จะมานั่งทำงานอยู่ในห้องอัดได้ อีกทั้งแต่ละคนก็มีงานของตัวเองด้วย การมานั่งคุยเรื่องการทำอัลบั้มใหม่ก็เลยมีน้อยครับ
Molekul: แต่ทุกคนมีความคิดที่อยากจะทำอัลบั้มใหม่กันอยู่แล้ว
GR: ใช่ จริงๆ แล้ว ไอเดียเราเยอะมาก และไอเดียของเราจะพลุ่งพล่านทุกๆ ครั้ง ที่เราไปทัวร์กลับมา ซึ่งจะได้มาจากการไปเจอกับแฟนเพลง ได้มาจากสิ่งที่เรามองเห็น แต่พอเราไม่มีเวลา ไอเดียที่มีมาเลยหายไป ซึ่งผมคิดว่าเวลามันเป็นสิ่งที่ทำให้อัลบั้มนี้ช้าด้วย ซึ่งทางออกของพวกเราก็คือ การโทรคุยกัน ปรึกษากัน ว่า...เฮ้ย!! เพลงนี้ อย่างนี้ๆ นะ อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้งานออกมาช้า อาจจะเป็นเรื่องของโปรดักชั่น ที่เราตั้งใจทำให้อัลบั้มชุดนี้ออกมาดีที่สุด โปรดักชั่นของเราจึงใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็น Part ดนตรี Part การร้อง Part การเขียนเพลง ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ใน Part ของบุรินทร์ บางทีเราทำการบ้านมาเสร็จปุ๊บ เฮ้ย!! ยังไม่ใช่ เอ้า!! อัดใหม่ เอ๊ะ!! ลองไป Direction นี้ดีไหม เอ๊ะ!! ลองกลับมาทางนี้ ลองไปลองมาๆ จนมันกลายมาเป็นส่วนผสมที่ดีที่สุด นี่แค่ Part เดียวนะครับ Part อื่นๆ ก็เหมือนกัน Part มาตร Part กั้ง บางทีเราอัดไปแล้ว เราก็ต้องกลับมารื้อใหม่ มันต้องใช้ความอดทนอย่างสูง ซึ่งบางคนถ้าอดทนไม่ค่อยมาก คงจะทำให้เสร็จออกไปตั้งนานแล้ว หรือไม่ก็อาจจะลาออกจากวงไปนานแล้ว (หัวเราะ)
Molekul: กลับมาคราวนี้กดดันอะไรไหม
GR: เราไม่ได้กดดัน เรื่องที่ว่าออกมาแล้วผลลัพธ์ มันจะเป็นอย่างไร จะขายได้หรือขายไม่ได้ แต่ผมคิดว่าเรากดดันในเรื่องของการทำดนตรีของพวกเราให้มันออกมาดีที่สุดเท่านั้นเอง เพราะว่าจริงๆ แล้ว มันเป็นมาตั้งแต่ชุดแรกแล้ว ที่เราไม่ได้คำนึงถึงผลลัพธ์ เพราะว่าหนึ่งคือ แนวเพลงของเราเป็นแนวเพลงใหม่สำหรับผู้ฟัง และเราก็เป็นวงใหม่ ซึ่งในช่วงนั้นเราทำดนตรีออกมาในแนวที่พวกเราเป็น และเราก็ไม่ได้คำนึงถึงว่ามันจะต้องถูกใจตลาด หรือจะต้องเป็นเพลงที่ฮิต อะไรทำนองนั้น ตอนนั้นโจทย์ของเราคือ เราอยากจะทำสิ่งที่เราทำออกมาให้ดีที่สุด และก็ออกมาเป็นตัวตนของเราที่สุด ซึ่งมันก็เหมือนกับอัลบั้มชุดนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เหมือนกับว่าเราต้องทำให้ดีมากกว่าอัลบั้มชุดแรก เพราะว่าเริ่มมีอายุขึ้นแล้ว ถ้าทำไม่ดีก็จะอายเด็กเปล่าๆ
Molekul: ความพิเศษในอัลบั้มชุดนี้คืออะไร
GR: เราคิดว่านี่เป็นอัลบั้มแรกของคนไทยก็ว่าได้ ที่เอาออร์เคสตร้ามาเล่นกับวงในแนวดิสโก้ เพราะธรรมดาแล้ว เขาจะเอาวงเครื่องสายไปเล่นกับเพลงในสไตล์อีซี่ ลิสซึ่นนิ่ง เพราะๆ หรือเพลงป๊อบ หรือบางทีก็เป็นเพลงร็อคหนักๆ แต่ว่ายังไม่เคยเห็นมีใครที่จะนำเอาเครื่องสายมาร่วมเล่นกับเพลงแนวดิสโก้แบบนี้ จะว่าเสี่ยงก็ว่าได้ เพราะเราไม่แน่ใจว่ามันจะเวิร์คไหม อีกอย่างเราไม่มีใครที่เราจะสามารถเดินตามได้เลย ทำให้การเตรียมงานของเราค่อนข้างจะนานมาก โดยในอัลบั้มนี้มีการนำเอาเครื่องสาย ประมาณ 20 ชิ้น มาใช้ ซึ่งจะอยู่ในเพลง She’s hot, เพลง น้องคะ, เพลง รักไม่ได้ กับเพลง เธอทั้งนั้น รวมถึงเราได้นำงานของเราไปมิกซ์กับมาสเตอร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย โดยได้ผู้ที่ทำการมิกซ์กับมาสเตอร์ ซึ่งเป็นคนที่ทำงานร่วมกับศิลปินระดับโลกมาแล้ว โดยคนที่มิกซ์มีชื่อว่า อีริค เฟอร์กูสัน (Eric Ferguson) เขาเคยทำให้กับ Lee Ritenour, George Benson, Aretha Franklin, The Cars, The Doors , Kool and The Gang ฯลฯ ส่วนคนที่ทำมาสเตอร์ริ่งชื่อ เดฟ คอลลิน (Dave Collins) ครับ คนนี้ เขาเคยเป็นหัวหน้าทีมงาน Masteringให้กับค่ายเพลง A&M Records ซึ่งเป็นค่ายที่มีศิลปินดังๆ ระดับโลกมาก อย่าง Sting, The Police, Janet Jackson, Bruce Springsteen, Quincy Jones, Ben Harper, Jack Johnson ฯลฯ ซึ่งพวกเราก็อยากให้ทุกคนลองฟังดู ว่ามันเป็นอย่างไร กับงานที่เรียกได้ว่า เราพยายามจะทำให้ประณีตทุกขั้นตอนในอัลบั้มนี้ครับ
Molekul: คอนเซ็ปต์ที่วางไว้ของอัลบั้ม The Lift เป็นอย่างไรคะ
GR: จริงๆ แล้ว เรานั่งคุยกันมาตลอด มันเริ่มผุดกันมาตั้งแต่เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ช่วงที่เราคิดคอนเซ็ปต์กันเนี่ย เราจะคิดมาหลายๆ คอนเซ็ปต์มาก แต่สุดท้ายเราก็มาสรุปกันที่คอนเซ็ปต์ว่า ‘The Lift’ เพราะ The Lift มันจะเป็นคำๆ เดียว ที่สามารถแตกได้เป็นหลายๆ รายละเอียด เหมือนอย่างคำว่า ‘DiscoVery’ ซึ่งเป็นชื่อชุดของอัลบั้มแรก ซึ่งมันสามารถหมายถึง ‘ยานอวกาศ’ แล้วยังสามารถแตกออกมาเป็นคำว่า ‘Disco-very’ ได้อีก ซึ่งก็แปลว่า ดิสโก้มากๆ ในภาษาไทยนั่นเอง 
ซึ่งพอในชุดที่ 2 เนี่ย เราก็มองว่ามันควรจะเป็นพาหนะอีกอย่างหนึ่ง ที่สามารถนำเราไปกับดนตรีของเราได้ เราก็เลยมองไปถึงว่า เทคโนโลยีอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นมาเมื่อนานมากแล้ว นั่นก็คือ ‘ลิฟท์’ ที่เกิดขึ้นมาเป็น 100 ปีแล้ว แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้มันก็ยังถูกใช้อยู่ อาจจะมีการดัดแปลงขึ้นมานิดๆ หน่อยๆ ให้เข้ายุคเข้าสมัย ซึ่งมันก็เหมือนกับแนวเพลงของกรู๊ฟไรเดอร์ส ที่นำเอาเพลงดิสโก้ ฟังค์ กลับมาทำใหม่ ที่เป็นตัวตนของเราในยุคปัจจุบัน ซึ่งแนวเพลงนี้จริงๆ มันเกิดขึ้นมาเมื่อ 30-40 ปีแล้ว ซึ่งผมคิดว่า มันน่าจะตรงกับคอนเซ็ปต์ของเรามากที่สุด เราก็เลยเอาคำว่า Lift เข้ามา ซึ่ง Lift ตัวนี้ มันจะสามารถ พาไปที่ไหนก็ได้ที่คุณต้องการ และก็คำว่า The Lift มันก็สามารถแตกออกมาอีกความหมายหนึ่งได้ คือ ถ้าเราไปผสมกับ ‘lift up your life’ มันก็จะหมายถึง ‘การยกระดับชีวิต’ ยกทุกๆ อย่าง ทำให้เกิด ‘ความสุข’ ขึ้นมาครับ
Molekul: คิดว่าเสน่ห์ของเพลงแนวดิสโก้ ในแบบของกรู๊ฟฯ อยู่ตรงไหนคะ
GR: ผมคิดว่าเสน่ห์ของดิสโก้มันอยู่ที่จังหวะและเนื้อหาของเพลง ที่ทำให้เรามีความสุข ที่เขาเรียกกันว่ากรู๊ฟนะฮะ เพราะว่ามันทำให้คนฟังแล้วรู้สึกอินเข้าไปในเพลง ฟังแล้วก็จะขยับไปกับเพลงโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว ซึ่งถือได้ว่าเป็นเป้าหมายหลักของการทำเพลงของพวกเราเลย ที่อยากจะทำเพลงให้คนที่ฟังรู้สึกว่า อวัยวะของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งมันขยับได้ ขยับตาม หรือ อยากลุกขึ้นมาเต้นตามไปกับเพลงของเราแบบเนี่ยะ ตรงนี้เองที่ทำให้พวกเราตัดสินใจเลือกแนวดิสโก้มาทำ ซึ่ง ณ เวลานี้ อาจพูดได้ว่าเราเป็นวงดิสโก้ ฟังค์ วงเดียวของประเทศไทยเลยก็ว่าได้
Molekul: เนื้อหาของเพลงในอัลบั้มเป็นอย่างไรบ้าง
GR: ในอัลบั้มนี้ มันจะเกี่ยวกับความหลงใหล ในรูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกๆ คน มันจะเกี่ยวกับความหลงใหลในด้านความรัก มีเรื่องเพศเข้ามาด้วย มีเรื่องเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของคน มีเรื่องการเสียดสีสังคม มันจะเกี่ยวกับจิตใต้สำนึกและความรู้สึกของคน แต่ว่ามันก็ไม่ได้ออกมาซีเรียสนะครับ ทุกอย่างจะถูกนำเสนอออกมาในแบบของกรู๊ฟไรเดอร์ส ที่ผมมองว่ามันจะมีความเซ็กซี่ซ่อนอยู่ เพราะฉะนั้น เนื้อเพลงต่างๆ ที่บุรินทร์พูด มันจะถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความเซ็กซี่ คือมันไม่ได้รุนแรง หรือเพื่อชีวิตอะไรอย่างนั้น เพียงแต่ว่าพอฟังแล้ว จะรู้ว่าบุรินทร์จะเป็นตัวแทนของคนแบบนี้นะ แล้วก็พรีเซ็นต์ออกมาเป็นเพลง
Molekul: สิ่งที่ได้จากการไปมิกซ์กับมาสเตอร์ที่อเมริกา
GR: การไปทำงานที่โน่นกับคนที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อนนั้น สามารถเสริมมุมมองใหม่ๆ ให้กับเราได้มาก มันเพิ่มความสดใส เพิ่มความตื่นเต้นให้กับงานของเรา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อีกทั้งในขณะเดียวกัน เราก็โชคดีด้วย เพราะคนที่เราได้ไปร่วมงานด้วย เขาเป็นคนที่เก่งมากๆ ซึ่งเขาเป็นคนที่ทำงานให้กับศิลปินระดับโลกมาแล้วเยอะมาก พองานเสร็จออกมาเราก็รู้สึกภูมิใจ ที่เราจะได้นำผลงานที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้ ออกมานำเสนอให้กับแฟนเพลงของเราได้ฟัง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด และเรารู้สึกว่าเราได้ผลลัพธ์นั้นมาแล้ว
Molekul: เขา*พูดถึงผลงานของ Groove Riders อย่างไรบ้าง
GR: เท่าที่ผมไปทำงานร่วมกับเขา ผมก็คุยกับเขา ถามว่าเขาชอบงานเรามั้ย เขาบอกว่าเขาชอบมาก เพราะเขาไม่เคยเห็นวงในลักษณะนี้ แม้กระทั่งในอเมริกาเอง ก็ยังไม่มีวงในลักษณะนี้ให้เห็นสักเท่าไหร่ และในขณะเดียวกันสิ่งที่เราทำ ก๊อย่างที่บุรินทร์บอก คือ เราเอาสไตล์เพลงในยุค 70 เมื่อ 30 ปีที่แล้วเนี่ยะ กลับมาประยุกต์ให้มันเป็นสไตล์เพลงในยุคปัจจุบัน ถ้าใช้คำภาษาอังกฤษ มันก็คือ Modern retread คือ เป็นการที่เราทำเพลงในปัจจุบันขณะ โดยที่ได้รับอิทธิพลจากเพลงในยุคเก่าๆ นั่นเอง
Molekul: มีวิธีการเลือกยังไง ว่าจะเป็นใครบ้าง
GR: แต่ละคนเขาก็มีจุดเด่นของเขาอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น เลือกพี่นภ พรชำนิ มามาช่วยร้องประสานให้ เพราะอย่างที่รู้ๆ กันว่า ไม่มีใครเสียงเหมือนเขาอยู่แล้ว อย่างคุณบอย โกสิยพงษ์ คุณบอย ตรัย ภูมิรัตน ผมคิดว่า 2 คนนี้ เขาเป็นนักแต่งเพลงที่ดีที่สุดในยุคนี้แล้ว ในความรู้สึกของผมนะครับ ซึ่งแค่ 2 คนนี้ เขาตอบรับมาแต่งเนื้อเพลงให้ ผมก็ดีใจแล้ว ซึ่งผลลัพธ์มันก็ออกมาดีมากจริงๆ ส่วนน้องมาเรียม จาก B5 ก็เป็นน้องที่มีเสียงร้องเป็นเอกลักษณ์ มีวิธีการร้องที่ไม่เหมือนนักร้องผู้หญิงคนไหน ซึ่งหลายๆ คน คงจะเคยได้ยินเสียงของน้องเขา ในเพลง ‘ถ้าปล่อยให้เธอเดินผ่าน’ มาแล้ว อัลบั้มชุดนี้ก็เลยชวนน้องเขามาร้องด้วยกันอีกครับ
Molekul: คาดหวังอะไรกับอัลบั้ม และวงการเพลงบ้านเราอย่างไรบ้าง
GR: ถ้าเป็นเรื่องยอดขายนี่ไม่ได้คิดถึงเลย เหมือนในอัลบั้มแรกนะครับ แต่พอดีบังเอิญว่ามันเป็นโชคดีของพวกเราด้วย ที่เพลงเราออกมาถูกใจกับผู้ฟัง และเพลงของเราก็ขึ้นชาร์ตบนวิทยุต่างๆ ซึ่งก็อยู่ในอันดับท๊อปๆ ด้วย ก็รู้สึกแปลกใจ แล้วก็ดีใจด้วยว่าสิ่งที่เราทำออกมาเนี่ยะ คนเขาชอบนะ เราก็รู้สึกภูมิใจ ส่วนเรื่องยอดขายนี่ คำตอบของพวกเราอาจจะทำให้ค่ายเสียใจ (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้หวังอะไรเลย อย่างที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว เราโกหก ตัวเองไม่ได้ว่า ในปัจจุบันนี้ไม่มีใครอยากจะซื้อเพลงแล้ว ทุกคนต้องการที่จะได้ฟังเพลงฟรี ซึ่งเราก็ไปว่าอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่เรายังพอจะทำได้ คือ เรายังทำเพลงให้ฟังกันอยู่นะ ซึ่งเขาอาจต้องเลือกเอาว่า การฟังเพลงจากแผ่นผี หรือที่ก๊อป ไรท์ อะไรกันมา มันก็จะได้คุณภาพและอรรถรสอีกแบบหนึ่งไปเลย แต่เชื่อซิว่าถ้าเขาชอบวงนั้นจริงๆ หรือเขาชอบวงเราจริงๆ เขาก็ต้องไปซื้อของจริงมาฟัง
Molekul: สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงคนฟังรุ่นใหม่กันบ้าง
GR: ยุคสมัยนี้ อะไรมันก็เปลี่ยนไปนะครับ อย่างที่รู้กันว่า คนสมัยนี้เขาจะไม่ค่อยสนใจเรื่องคุณภาพเสียงกันแล้วครับ เขาสนใจแค่ว่า เออ เครื่องเสียงอันเล็กๆ นี้ จุได้ตั้ง 1000 เพลงแน่ะ แต่เขาไม่รู้เลยว่า ความแตกต่างของเสียงมันเป็นยังไง ซึ่งพวกเราคงพูดได้แค่ว่า คุณภาพเสียงของจริงที่มันดี มันจะทำให้คุณได้อรรถรสในการฟังมากขึ้นอีกหลายเท่าเลยทีเดียว แต่ก็ไม่รู้ว่าพูดไปจะมีคนแคร์รึเปล่านะครับ ก็คงต้องปล่อยให้ค่อยๆ เรียนรู้กัน เหมือนกับเรา ซึ่งหากได้ย้อนกลับไป เมื่อครั้งที่เรายังฟังแผ่นเสียงกันอยู่ ก็จะรู้ว่าเสียงเพลงที่ได้ยินมันเพราะมากเลยจริงๆ ...

* อีริค เฟอร์กูสัน (Eric Ferguson) และ เดฟ คอลลิน (Dave Collins)
วันที่ : 2007-12-13
อ่านแล้ว : 17864 ครั้ง

LawOfWindz
Post : 1

001
Post : 1
ใช่ๆๆ ซื้อแผ่นจริงดีกว่านะ
เมื่อ 2007-12-15 23:49:28
ซื้อแล้ว อิอิ จั้งแจ่วันแรกที่ว่างแผงเลย อย่าซื้อของปลอมน้า พวกพี่ๆเค้าทำงานเหนื่อยน้า รู้ป่าว?
เมื่อ 2007-12-17 18:28:18