Scrubb ประกวด Nuvo Slot Machine Screamlab Records Gth Nano Records Mv โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ Maybe6 Love Is อัลบั้มใหม่ เลิฟอีส Sony Bmg ภาพยนตร์ กบ เสาวนิตย์ Make Some Noise เครื่องดนตรี เพลงสากล แสตมป์ 7thscene Party Fat Festival แถลงข่าว ตู่ ภพธร Mild Festival Dj Spydamonkee บอย โกสิยพงษ์ Platinum เล็ก ทีโบน คอนเสิร์ต เทศกาล แชมป์ ศุภวัฒน์ Concert ดนตรี
JerryBlueberry![]()

บทสัมภาษณ์วันนี้เป็นของหนุ่มนัยน์ตาสวย เจ้าของเพลง ‘ปิดปาก’ ที่โด่งดัง จนติดอันดับชาร์ตเพลงในคลื่นแฟต ในช่วงระยะเวลาหนึ่งยาวนานหลายสัปดาห์ หลายคนถ้าหากเป็นแฟนพันธุ์แท้วงการเพลงบ้านเรา ก็คงพอจะรู้ว่า เจอร์รี่ - ศศิศ มิลินทวนิช หรือ เจอร์รี่ บลูเบอร์รี่ คนนี้ ไม่ใช่ศิลปินหน้าใหม่ ที่เกิดขึ้นมาในวงการอย่างศิลปินท่านอื่นๆ ในยุคนี้ หากแต่เขาคนนี้คือ หนึ่งในผู้ก่อตั้งค่ายเพลงอินดี้ในยุคเรืองรอง อย่าง ‘Undertone Records’ ซึ่งได้ปั้นศิลปินให้เป็นที่รู้จักมาแล้วอย่าง ซับใน, นรเทพ มาแสง, 2 Days Ago Kids และ Sofa เคียงบ่าเคียงไหล่กับศิลปินอย่าง อย่าง บอย ตรัยภูมิรัตน์, โป้ โยคีเพลย์บอย ฯลฯ ซึ่งคนกลุ่มเดียวกันนี้ ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังค่ายเพลงสนามเด็กเล่นอย่าง Playground Music อีกด้วย
เหตุผลอะไรที่เขาหายไป... และเหตุผลอะไรที่ทำให้เขากลับมา... บทสัมภาษณ์ต่อจากนี้จะทำให้คุณรู้จักกับ JerryBlueberry คนนี้ได้อีกแยะเชียว!!
Molekul : ดนตรีมันคือความฝันของพี่เจอร์รี่ ตั้งแต่วัยเด็กหรือเปล่า
Jerry : ตอนเด็กๆ ก็ไม่ได้คิดว่าฝัน หรือไม่ฝัน แต่เรารู้ว่าเราชอบมันมากเลย เพราะผมเล่นดนตรี คือ เปียโน มาตั้งแต่ 5 ขวบ คุณแม่สอน ส่วนกีต้าร์นี่มาเริ่มตอนอายุ 12 จากนั้นก็เล่นดนตรีมาตลอด ซึ่งจุดเปลี่ยนมันจะเป็นช่วงที่ผมต้องเอ็นท์ ด้วยความที่ผมเป็นเด็กแผนวิทย์ ก็เอ็นท์วิศวะไป เรียนไปแค่ปีเดียว ก็รู้ว่าตัวเองไม่ชอบ ชอบมาทางดนตรีมากกว่า ก็เลยคุยกับทางบ้าน ซึ่งก็โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ จึงสนับสนุนให้ผมได้ไปเรียนที่ BERKLEE College of Music ที่บอสตัน อเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันสอนเกี่ยวกับดนตรีโดยเฉพาะครับ
Molekul : รู้มาว่า BERKLEE เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงมาก ยากไหมค่ะ ที่เราจะเขาไปเรียนที่นั่นได้
Jerry : ก็จริงๆ แล้ว เข้าไม่ยากมากนะครับ แต่คล้ายๆ ว่าจบออกมาจะยากกว่า ซึ่งที่โรงเรียนนี้ ‘ดี’ อย่างคือ ทุกคนที่เข้าไปก็ต้องเรียนทฤษฎี ทั้งแจ๊ส ทั้งคลาสสิค และนักเรียนทุกคนจะต้องมีเครื่องดนตรีประจำตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งผมก็เลือกกีต้าร์ แต่พอมาตอนหลัง ผมเลือกเมเจอร์เป็น Music Production and Engineering ซึ่งจะเรียนเกี่ยวกับ ‘เทคนิคการบันทึกเสียง’ ช่วงนั้นก็เลยเป็นช่วงเวลาที่ผมได้ทุกอย่าง ทั้งทฤษฎี ปฏิบัติ และการเทคนิคบันทึกเสียง
Molekul : จบมานานหรือยังค่ะ แล้วหลังจากจบมาแล้วพี่เจอร์รี่เข้ามาอยู่ในวงการเพลงเลยหรือเปล่า
Jerry : ก็นานแล้ว ปี 95 พอเรียนจบก็กลับมาเมืองไทย ก็ได้มาเจอกับ พี่เอก - ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ก็ได้มาทำที่ ‘Music Bugs’ เป็น Sound Engineer ทำให้ได้รู้จักกับพวก Friday, Bodyslam, Big Ass ทำมาได้ปีหนึ่ง คุณโป้ โยคีเพลย์บอยก็มาชวนไปทำที่เบเกอรี่ ตอนนั้นเป็นช่วง Super Swinging ของคุณโป้ครับ ก็เล่นเป็นแบนด์ให้เขา หลังจากนั้นก็รู้จักกับ พี่สุกี้ พี่สมเกียรติ เลยได้มาทำงานด้าน Production งานชิ้นแรก ที่ได้ทำคือ เป็นProgramming ให้คุณอรอรีย์ และก็มาโปรดิวซ์ให้กับวง Pixyl มา arrange ให้พี่สมเกียรติ ให้ P.O.P ซึ่งก็เป็นฟรีแลนซ์อยู่ระยะหนึ่ง จนพอสักประมาณ ปี 1999 – 2000 ก็มาทำค่ายเพลงกับเพื่อนๆ ชื่อ Undertone Records
Molekul : Undertone Records ทำกับใครบ้างค่ะ เป็นอย่างไรบ้าง
Jerry : ทำกับคุณบอย ตรัย สนิทกันตั้งแต่ตอนที่อยู่ Music Bugs ตอนนั้นก็มีศิลปินอยู่ ประมาณ 5 วง มี ซับใน มี นอร์-นรเทพ อยู่ชุดหนึ่ง มี Sofa และก็มี 2 Days Ago Kids ซึ่งอยู่ที่นี่ผมเป็นเบื้องหลังตลอด จนได้มาทำงาน 2 Days Ago Kids ที่เป็นงานของตัวเองขึ้นมาจริงๆ ซึ่งก็มีผม, บอย-ตรัย, คุณโป้ เป็นแกนหลัก แล้วจะมีเพื่อนๆ อีกเยอะ คุณโตน คุณนอร์ และ คุณก้อ ด้วย
Molekul : ทำไม 2 Days Ago Kids จึงมีแค่อัลบั้มแรกและอัลบั้มเดียว
Jerry : อืม ตอนนั้นคล้ายๆ ว่า ทำ Undertone ไปหลายอัลบั้มแล้วยอดขายมันไม่ค่อยจะรุ่ง ก็เลยคุยกับคุณบอยว่า งั้นลองทำเป็นชุดสุดท้ายละกัน ดีไม่ดีก็ถือว่าส่งท้าย เนื่องจากว่าทำให้คนอื่นมันไม่รุ่ง ก็ลองทำกันเองดู ก็เลยกลายเป็นชุด 2 Days Ago Kids ซึ่งหลังจากนั้น Undertone ก็มีอันต้องปิดลง เพราะหุ้นส่วนบางคนอยากเลิกทำ ทำให้ผม คุณบอย และก็คุณโป้ มาทำค่ายใหม่ชื่อว่า ‘Playground Music’ ซึ่งก็มี Friday ชุด Magic Moment กับมีอัลบั้ม compilation ชื่อ singing in the Playground แต่ด้วยความที่พวกเราเป็นนักดนตรีกันมากกว่า เรื่องธุรกิจจะไม่ค่อยถนัด ก็เลยไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกันต่อ
Molekul : หลังจากนั้นเห็นพี่เจอร์รี่หายไปพักหนึ่ง เพราะอะไร แล้วไปทำอะไรล่ะค่ะ
Jerry : จะมีตอนช่วงปี 2004 ผมทำอีพี 6 เพลง ชื่อ 2002 -2004 ซึ่งทำเองหมด มีคุณโป้ มาช่วยร้องด้วย ตอนนั้นวางขายอยู่ไม่กี่ร้าน ดีเจสยาม ร้านน้องท่าพระจันทร์ อะไรอย่างนี้ พอแต่หลังจากนั้นก็เริ่มเฟดๆ เรื่องงานเพลงไป เพราะตอนนั้นเป็นยุคแรกๆ ด้วย ที่มพวก MP 3 ผมก็เลยผันมาทำงานเบื้องหลัง พวกเพลงโฆษณา
Molekul : แล้วอะไรเป็นจุดที่ทำให้พี่กลับมาทำงานเพลงอีกครั้งหนึ่ง
Jerry : จริงแล้ว ตอนนั้นที่ Fail มันจะเป็นลักษณะว่า ‘เหนื่อย’ รู้สึกว่าทำไมมันยากลำบากขนาดนี้ ทั้งด้านยอดขาย การก๊อปปี้กัน การละเมิดลิขสิทธิ์อะไรอย่างนี้ครับ ก็เลยไปโฟกัสเรื่องแต่งเพลงโฆษณา เพลงประกอบหนังอะไรอย่างนี้ แต่พอมีเวลาว่างก็มักจะแต่งเพลงเก็บไว้ ซึ่งเป็นอะไรที่หยุดไม่ได้ คล้ายๆ กับว่า พอยิ่งหยุดนานก็ยิ่งอยากทำ การกลับมาคราวนี้ จึงได้ความคิดใหม่ที่ว่า การที่เราจะไปคิดว่าไม่อยากทำเพลง เพราะว่ามีคนละเมิดลิขสิทธิ์เยอะ มันไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง ต่อให้ยอดขายไม่ดี หรือคนละเมิดเยอะ หรือขายไม่ได้เลย เราก็ยังคงต้องทำต่อไป อาจจะขายเพลงด้วย ขายโชว์ไปด้วย ซึ่งถ้าวันหนึ่งผมต้องทำฟรี ผมก็คิดว่าผมก็คงจะทำต่อไป เพราะเป็นงานที่เรารักนะครับ อย่างชุดล่าสุดที่ทำมา ก็มีก๊อปกันกระจาย มีบางเว็บด้วยที่เอาเพลงของเราไปขาย โดยที่ไม่มีส่วนแบ่งมาถึงเราก็มี เลยเป็นอะไรที่มันไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ ก็ทำใจแล้ว

Molekul : แรงบันดาลใจในการทำเพลง เขียนเนื้อของพี่เจอร์รี่ได้มาจากไหน
Jerry : ก็มีหลายแบบนะ บางทีก็เรื่องรอบๆ ตัว อาจจะเป็นประโยคๆ หนึ่ง ที่เราไปเจอ อย่าง IF YOU READ THIS AGAIN ซึ่งผมไปเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง ที่มีคนเขียนไว้ ก็คิดว่าน่าสนใจดี ก็เลยลองมาคิดต่อว่า ถ้าคนที่จะพูดว่า IF YOU EVER COME TO READ THIS AGAIN จะต้องเป็นไง หรือบางเพลงเราก็จะมีเนื้อเรื่องอยู่บ้าง ก็แต่งไปตามคอนเซ็ปต์ที่เราตั้งไว้ หรือบางเพลงมันก็มีคำมาต่อๆ กัน คล้ายๆ ว่า เราเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่พอแต่งๆ ไป ก็ อืม... โอเค เราค่อนข้างแบบมันแรนดอม ต่อๆๆ กัน ซึ่งมันก็มิกซ์กันไปเอง
Molekul : จุดเด่นของอัลบั้ม JerryBlueberry คืออะไร
Jerry : จุดเด่นเหรอ ในตอนแรกผมคิดว่ามันเป็นข้อเสียซะด้วยซ้ำ เพราะมันมีหลายแนวมาก คือไม่มีจุดโฟกัสไปที่แนวใดแนวหนึ่ง แต่มาถึงตอนนี้มันก็อาจจะเป็นจุดเด่นก็ได้นะ ที่มีหลายแนว มีทั้งเพลงภาษาไทย เพลงภาษาอังกฤษ เพลงบรรเลง แล้วก็มีเพลงที่ได้แขกรับเชิญมาร้องให้ด้วย อย่างคุณนภ พรชำนิ, Mr. Z, 2 days ago kids, คุณเขม, คุณโป้
Molekul : ทำไมอัลบั้มชุดนี้จึงออกมาหลายแนวแบบนี้ อะไรเป็นจุดเชื่อมต่อของอัลบั้มล่ะค่ะ
Jerry : ที่ทำหลายแนวก็คงเพราะความชอบส่วนตัว แล้วยิ่งผมได้ไปเรียนดนตรีด้วย ยิ่งทำให้ผมชอบหลายแนวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งแบบคลาสสิคกีต้าร์ หรือว่าร็อค หรือว่าอิเล็กทรอนิกส์ก็ดี คือผมจะค่อนข้างหลากหลาย ส่วนตัวเชื่อมในอัลบั้มชุดนี้ ก็คงจะเป็น ‘ตัวเพลง’ ของผม ซึ่งถ้าฟังก็จะรู้สึกได้ถึงความเป็น JerryBlueberry มันจะคล้ายๆ กับ ‘ตัวเพลง คือ ผม’ แต่เสื้อผ้าของเพลง การ Arrangement อาจจะจะแตกต่างกันไป ซึ่งบางเพลงก็เป็นกีต้าร์ตัวเดียว ฟังซ้ำๆ เพลินๆ บางเพลงที่ทำกับพี่สมเกียรติ ก็จะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ หรือบางเพลงก็จะเป็นร็อคอะไรอย่างเนี้ยะ
Molekul : ดูจากรายชื่อ Guest ในอัลบั้มมีเยอะมาก ใครทำอะไรบ้างค่ะ
Jerry : ก็จะมีพี่เขมแต่งเพลง ‘เรื่องแบบนี้’ ก็เลยให้พี่เขมร้องไปเลย ส่วนคุณโป้จะแต่งหลายเพลงมี ‘ปิดปาก’, ‘ฝันซ้ำๆ’ ซึ่งเพลงนี้ผมให้พี่โป้ เป็นคนร้องเอง และก็เพลงไม่รู้ตัว (ก็ดี) เพลงนี้ผมเชิญพี่นภ มาร้อง แล้วก็อีกเพลงหนึ่ง เพลง ‘เมื่อวานซืน’ ที่ได้ เพื่อนๆ กลุ่ม 2 Days Ago Kids มาช่วยทำเพลง ซึ่งเกิดขึ้นจากที่ มักมีหลายๆ คนมาถามผมว่าเมื่อไหร่จะทำ 2 Days Ago Kids อีก ซึ่งผมว่าความเป็นไปได้มันยากมาก เพราะตอนนี้แต่ละคนเขาก็มีวงของเขาเอง การปลีกตัวมาพร้อมกันก็ลำบาก ผมเลยคิดว่า ในอัลบั้มชุดนี้น่าจะมีสักเพลงที่เป็นเพลงของ 2 Days Ago Kids ก็เลยเอาอินโทรจากเพลงหนึ่งที่ผมเคยทำชื่อว่า ‘เอเชี่ยนดีไลท์’ มาแต่งต่อ แล้วให้คุณบอย ตรัย แต่งเนื้อให้ ก็ออกมาเป็นเพลงเมื่อวานซืนครับ
Molekul : เคยคิดไหมว่าจากที่เราเป็นคนทำงานเบื้องหลัง วันหนึ่งจะได้มาอยู่เบื้องหน้า
Jerry : ไม่เคยคิดหรอก เพราะอย่างตอนที่ทำ 2 Days Ago Kids ผมร้องแค่เพลงเดียวเอง (เพลง ไม่ว่าจะหลอกกี่ร้อยครั้ง) และเป็นเพลงที่ไม่เคยเล่นคอนเสิร์ตด้วย จริงๆ ถ้าผมมีวงแล้วมีคนอื่นร้อง ผมก็คงจะไม่ร้อง เพราะชอบเล่นกีต้าร์มากกว่า แต่พอวันหนึ่ง คนอื่นเขามีวงของเขากันหมด มีผมคนเดียวที่ยังไม่มีวงเป็นของตนเอง ก็เลยทำให้ผมต้องร้องเอง ผมไม่มีทางเลือก ถ้าอยากทำงานดนตรีของตัวเอง ก็ต้องหัดร้อง แต่ว่าผมก็ยังไม่มั่นใจพอที่จะร้องทุกเพลง ก็เลยต้องเชิญคนอื่นๆ มาร้องเพลงให้บ้าง เพราะถ้าคนเดียวเลยก็ยังกลัวๆ อยู่ แต่คนที่เชิญก็จะเป็นแบบคนที่สนิท รู้ใจกัน
Molekul : อะไรคือความแตกต่างระหว่างที่งานเบื้องหน้าและงานเบื้องหลังในความคิดของพี่เจอร์รี่
Jerry : ก็แตกต่างเยอะนะ พอมาทำเบื้องหน้า พออัดเสร็จปุ๊บ ก็ต้องมาคิดหลายเรื่อง อาจจะเป็นเรื่องคอนเสิร์ตต่อ ด้วยเพราะที่ผ่านมาผมไม่ได้ร้องไง ก็เลยต้องมาซ้อมร้องด้วย เล่นกีต้าร์ด้วย ทำให้ความรับผิดชอบและความพร้อมต้องมีมากขึ้น ก็ดีนะ ที่ผมต้องเรียนรู้การ Push ตัวเองขึ้นมา
Molekul : ในฐานะที่พี่เจอร์รี่เป็นศิลปินที่ทำงานด้วยตัวเอง ทั้งยังผ่านงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาแล้ว อะไรเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำอัลบั้มค่ะ
Jerry : สิ่งสำคัญที่สุดเลยก็คือ เพลง, คอนเทนต์, ตัวเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม คือ จะต้องมีเพลงที่เรามั่นใจว่าเราชอบจริงๆ ซึ่งในความคิดผม การที่เราจะแต่งเพลงให้ตัวเองชอบได้ มันไม่ง่ายเลยนะครับ บางทีเราแต่งเพลงเยอะๆ ก็จริง แต่เราอาจจะไม่ชอบมันก็ได้ สิ่งสำคัญข้อแรก คือ เราต้องชอบก่อน จากนั้นก็คือ เทสต์ของเรา เราต้องพัฒนารสนิยมของเราให้ดี ตรงนี้ก็สำคัญด้วย ในเรื่องรสนิยม หรือ Direction ผมคิดว่าเราต้องฟังเพลงที่เราคิดว่าดีก่อน แล้วค่อยมาคิดต่อว่า เราจะ Arrange มันได้อย่างไรได้บ้าง เพราะเดี๋ยวนี้จะมีบางคนที่เขาทำอัลบั้มโดยที่บางเพลงที่เขาทำขึ้นมา เขาอาจจะไม่ได้ชอบอะไรมาก แต่เป็นเพียงทำเพลงตามกระแส ซึ่งตรงเขาไม่ได้สื่อสารกับใจตัวเองว่า เป็นสิ่งที่เขาชอบหรือเปล่า บางทีมันก็แบบตลาดอย่างเดียวเกินไป อาจทำให้งานเพลงไม่ก้าวหน้าได้
Molekul : นอกจากทำงานอัลบั้มแล้ว พี่เจอร์รี่ยังทำอะไรอีก
Jerry : ที่ผ่านมาก็มีทำเพลงโฆษณากับพี่สมเกียรติ แล้วก็มีกับพี่บอย โกสิยพงษ์ ด้วย คือตอนนั้นพี่บอยเขาไปรับงานเยอะ เราก็ไปช่วย แต่งานนั้นเป็นงานของฮอนด้าที่ไปออนแอร์ที่สิงคโปร์ ฮ่องกง และก็มีทำกับ Playground จะเป็นพวกดัชมิลล์ อะไรพวกนี้ จำไม่ได้หมดครับ แล้วก็มีไปทำเพลงประกอบหนังกับพี่สมเกียรติด้วย เรื่องต้มยำกุ้ง และก็ทำจิงเกิ้ลของ Hot Wave ครับ
Molekul : งานอดิเรกที่มักจะทำตอนช่วงว่างๆ ล่ะค่ะ
Jerry : ถ้าเป็น 2-3 ปีที่แล้ว ก็คงจะสังสรรค์ เฮฮา กับเพื่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยชอบแบบนั้นแล้ว ตอนนี้ก็จะอยู่บ้าน ดูหนัง แล้วก็อ่านหนังสือธรรมะด้วย พวกปรัชญา การใช้ชีวิต แบบ Way OF Life
Molekul : ข้อคิดไหนที่พี่เจอร์รี่ชอบเป็นพิเศษค่ะ
Jerry : ที่ชอบเป็นพิเศษก็คือ สภาวะสุดยอดของมนุษย์ ก็คือ “จิตว่าง” ซึ่งพระพุทธทาสก็พูดเรื่อง “จิตว่าง” เหมือนกัน คล้ายๆ ว่า การที่เราคิดอยากจะแก้ไขปัญหาอะไร แค่เราคิดแก้ปัญหา ก็คือผิดแล้ว คือปัญหาทุกอย่าง นั้น แก้ได้ด้วยการไม่คิด ซึ่งพวกสายครีเอทีฟ เขาก็เคยมีอะไรที่คล้ายๆ อย่างนี้ คือ คนที่คิดงานโฆษณา ก็จะคิดๆๆ คิดยังก็คิดไม่ออก ก็พอ ไปเที่ยวเฮฮากับเพื่อน จนในที่สุดคำตอบมันมาได้ในความฝัน ก็คือมันจะออกมาตอนที่เราไม่คิดนั่นเอง ซึ่งผมก็เลยลองเอาความคิดแบบนี้มาใส่ในเพลงของผมด้วย ในชื่อเพลงว่า Frogs ซึ่งเพลงนี้ผมดัดแปลงมาจากเพลงเด็ก คล้ายๆ เอาเนื้อมาแล้วเอามาใส่ทำนอง ให้เมโลดี้มันไหลลื่น ไม่ต้องคิดอะไร สุดท้ายก็ออกมาได้
Molekul : แพลนต่อไปในอนาคต
Jerry : ความจริงตอนที่ผมทำ 2 Days Ago Kids ผมติดใจบรรยากาศตอนที่ได้ไปเล่นในมหาวิทยาลัยมากเลย น้องๆ นักศึกษา เขาน่ารัก เขาเต็มที่ ถ้าเป็นไปได้อยากจะทำงานเพลงออกมาในช่วงเปิดเทอม แล้วก็ไปทัวร์ในมหาวิทยาลัย เพราะคิดว่าการไปเล่นที่มหาวิทยาลัย มันสนุก แล้วมันก็เป็นการโปรโมทที่ดีด้วย
Molekul : สิ่งที่อยากฝากกับชาว Songburi
Jerry : ก็อยากจะฝากผลงานเพลงครับ ที่ไม่ใช่แค่เฉพาะของผมคนเดียวเท่านั้น แต่ยังมีเพื่อนๆ อีกหลายคนด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานของ Friday ของ Groove Riders ของคุณโป้ คุณโตน อะไรอย่างเนี้ย คือผมมั่นใจว่าคนพวกเนี้ย เป็นคนที่ตั้งใจทำเพลงและจริงใจกับเพลงมาก ซึ่งก็คิดว่าถ้าเกิดแฟนๆ ชาว Songburi ได้ฟัง ก็ไม่น่าจะผิดหวัง และอีกอย่างเมื่อวันก่อนผมได้คุยกับพี่สมเกียรติ คุยกันว่าอยากให้มีคนรักเพลงมากๆ เหมือนในสมัยก่อน ที่เท่าที่จำได้ สมัยตอนผมเด็กๆ ข้างๆ แผงลูกชิ้น จะมีการ์ตูน แล้วก็จะมีรถมอเตอร์ไซค์ขายเทปกันข้างถนนเลย คือตอนนั้นมีคนฟังเพลงเยอะ คนรักดนตรีเยอะ แต่สมัยนี้แบบการที่เพลงมันดาวน์โหลดกันได้ง่ายๆ มันอาจจะทำให้คนลืมคุณค่าไป ก็อยากให้คนหันมารักเพลงกันให้มากขึ้นครับ

วันที่ : 2008-07-06
อ่านแล้ว : 8861 ครั้ง

ป้า
Post : 1

namphungplayboy
Post : 1
พี่เจอร์รี่สุดยอดจิงๆเลยค่ะ
สู้ๆนะคะ กับสิ่งที่พี่รี่รัก
เปนกำลังใจให้พี่รี่ตลอดเลยน๊า
เมื่อ 2008-07-10 09:02:20
รอชุด 2 อยู่น๊า :)
เมื่อ 2008-07-13 00:05:19