คาราบาว Mola Mola Sunshine Spicydisc Tiger Translate คอนเสิร์ต Party แฟต เฟสติวัล Circle 22 Fat Festival Crescendo อะคูสติก Songburi Groove Riders Tk Park Scrubb Knock The Knock Mild อพาร์ตเมนต์คุณป้า Flure Activity ภาพยนตร์ ต้า สมิทธ์ Concert Mv สนามหลวง Good September Lula Sony Bmg อัลบั้มใหม่ ฟิล์ม รัฐภูมิ Friday จุ๋ย จุ๋ยส์ Nuvo เสนาหอย Fat Festival 8
Jetset'er![]()
วางแผงกันไปเรียบร้อยแล้วนะคะ กับ "Jetset'er" หลังจากที่ส่งเพลง "Trust'' ออกมาวาดลวดลายหลาย คลื่นวิทยุ รู้จักเพลงของเขาไปแล้ว คราวนี้มารู้จักกับตัวตนของพวกเขาทั้ง 4 กันบ้างดีกว่า แต่เอ๊! แก้วรู้มาว่าก่อนหน้านี้เขาไมได้ชื่อนี้นี่นา.. แล้วเขาชื่ออะไรกันล่ะ.. ทำไมถึงเปลี่ยน.. อยากรู้กันแล้วช่ายม้า ถ้าอยากรู้ก็ไปติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ครั้งนี้กันได้เลยค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ๆ แนะนำตัวกันหน่อยว่า Jetset'er มีใครเล่นตำแหน่งอะไรกันบ้างคะ ?
ที : ที ครับ ร้องนำ
โอ : โอ ครับ กีตาร์
เอ็ด : เอ็ด ครับ ตีกลอง
หมู : เบสครับ เล่นหมู ... เอ่อ.. หมู เล่นเบสครับ (หัวเราะ)
![]() |
ว่าแต่.. แล้วใครเป็นกองหน้าล่ะคะเนี่ย ? |
นอกจากงานเพลงที่มีอยู่ในตอนนี้แล้ว พี่ๆ ทำอะไรกันอยู่บ้างคะ ?
ที : สำหรับผมตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่เอแบคครับ คณะนิเทศฯ เอกโฆษณา แล้วก็มีร้องประจำตามร้านบ้าง
เอ็ด : ส่วนผมก็ทำงานประจำเกี่ยวกับเวบไซต์จองตั๋วเครื่องบิน แล้วก็เล่นดนตรีกลางคืนนิดหน่อยครับ เล่นกับพี่หมูฮะ
หมู : ส่วนของผมก็ทำงานประจำเป็น Sales Engineer แล้วก็เล่นดนตรีกลางคืนเหมือนกันครับ
โอ : ครับ ส่วนของผมก็ทำงานประจำที่สตูดิโอ Cotton Bud , Digital Soundlab เป็น Sound Composer ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับมิวสิคครับ
กับชื่อของ Jetset'er ล่ะคะ มีที่มายังไง ?
เดิมทีก็มีอยู่หลายชื่อที่พวกเราคิดกันไว้ โดยเริ่มมาจากที่พวกเราชอบคำว่า "Jet" กัน เพราะซาวด์มันฟังดูพุ่ง.. เท่.. และแมนดี.. ก็มีอยู่หลาย Jet เหมือนกันครับ ยกตัวอย่างเช่น Jetduck .. Jetlag .. (หัวเราะ) สุดท้ายก็มาลงตัวที่คำว่า "Jetset" ที่รุ่นพี่คนนึงชื่อพี่ทอมเป็นคนแนะนำ แล้วก็พวกเราก็เพิ่ม -er เข้าไปให้มันเป็นนามธรรมมากขึ้น ซึ่งเดิมทีแล้ว Jetset เป็นคำสแลงหมายถึง กลุ่มคนที่มีรสนิยม เพอร์เฟค หรู เลิศ อะไรประมาณนั้น
ว้าว... ไฮโซเชียว
ครับ (หัวเราะ) ก็อาจหมายถึงพวกไฮโซอ่ะครับ ซึ่งในความรู้สึกของพวกเราต้องการจะสื่อความหมายของคำว่า "Jetset'er" ไม่ใช่กลุ่มคนที่ไฮโซ แต่หมายถึง ความ Jetset ในทางดนตรี เป็นดนตรีในอุดมคติที่พวกเราต้องการไปให้ถึง และก็คิดว่านักดนตรีทุกคนก็คงอยากจะไปให้ถึงจุดนั้นเหมือนๆ กัน ได้ทำงานเพลงที่มีความสมบูรณ์แบบในแนวทางของตัวเอง
รู้มาว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้ใช้ชื่อนี้นี่นา ?
ใช่ครับ ก่อนหน้านี้เรามีกัน 3 คนคือ โอ หมู และ เอ็ด เคยออก single กันในนาม "Oreoh!" กับค่าย RIP Studio คือโอจะควบตำแหน่งร้องนำไปด้วย ตอนนั้นปล่อยเพลง "นัวเนีย" ออกมา เปิดที่ FaT 104.5 คงมีคนเคยได้ยินได้ฟังกันบ้าง
แล้วทำไมถึงเปลี่ยนชื่อซะล่ะคะ ?
อืมมม....หลังจากนั้นพวกเราก็มีโครงการที่จะทำอัลบัมเต็มกัน ซึ่งก็มานั่งคิดกันว่าด้วยเนื้อหาและดนตรี มันเข้มข้นมากขึ้นจากตอนที่ทำซิงเกิล ก็เลยคิดว่าชื่อเก่ามันคงดูน่ารัก แล้วก็ดูเด็กไปหน่อย คิดว่าถ้าพวกเราอายุซัก 30 ไปแล้วใช้ชื่อวงว่า Oreoh! อาจจะโดนเด็ก ๆ ค้อนเอาได้ ก็เป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อวงเพื่อเป็นการเสริมดวงด้วย :D
แล้วผลตอบรับตอนที่ยังเป็น ตอนนั้นเป็นที่พอใจไหมคะ?
ก็ค่อนข้างโอเคครับ ก็พอมีคนจำเพลงของพวกเราได้บ้าง แค่นี้ก็ปลื้มแล้ว
ว่าแต่พี่ๆ แต่ละคนมารวมตัวกันได้ยังไงเอ่ย ?
เริ่มมาจาก โอ เอ็ด แล้วก็หมู เคยเล่นดนตรีด้วยกันมาตอนเรียนที่ธรรมศาสตร์ ก็มาเจอกันที่ชุมนุมดนตรีสากล TU Band ก็เล่นด้วยกันมาตลอด มีไปเล่นประกวดด้วยกัน แล้วก็เล่นกลางคืนด้วยกัน จนกระทั่ง โอได้มีโอกาสเข้าไปร่วมงานกับ RIP เลยได้ทำซิงเกิลออกมา หลังจากนั้นก็ได้มาทำอัลบัมของตัวเองในนาม Jetset'er กับทาง Zyd Records ซึ่งในช่วงนี้เองได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบวง โดยที่โอได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นนักร้องนำด้วยเหตุผลทางเทคนิค
ขนาดนั้น... ?
คือ จริงๆ แล้วไม่สบาย เป็นภูมิแพ้ครับ ฮ่าๆๆ แล้วไปรับตำแหน่งกีตาร์อย่างเต็มตัว หลังจากนั้นเราเลยมีการออดิชันหานักร้อง เพื่อมาทำหน้าที่ตรงนี้ จริงๆ แล้วก็มีมาออดิชันกันเยอะพอสมควร ทุกๆ คนก็ร้องได้ดีในแนวทางของตัวเอง แต่ก็อาจจะไม่เหมาะกับแนวของวงตามที่เราคิดเอาไว้ ก็เลยได้น้องทีเข้ามาเสริมทัพเป็นคนสุดท้าย คือ คาแรกเตอร์เสียงของทีนี่เหมาะมากในแว็บแรกที่เราได้ฟัง นอกจากนั้น ทียังเป็นคนที่นิสัยน่าเอ็นดูด้วย เพราะฉะนั้น ที เลยเป็นคำตอบสุดท้ายครับ...เย่!
แล้วเป็นมายังไงคะ ถึงได้มาเป็นศิลปินเบอร์แรกของ Zyd Records ?
เริ่มมาจากผม โอครับ ที่เรียน SAE ก่อน หลังจากจบธรรมศาสตร์ แล้วก็ไปเจอพี่นุ่นที่เรียนในคลาสเดียวกัน ก็คุยๆ กัน แล้วพี่นุ่นเขาบอกตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ว่าพอเรียนจบ เขาก็จะเปิดสตูดิโอเป็นค่ายนี้นะ แล้วตอนนั้นผมก็ทำงานอยู่กับ RIP ด้วย ก็เลยได้ RIP มาช่วยในส่วนนี้ค่อนข้างเยอะ แล้วพี่นุ่นก็เลยมาคุยๆ กันว่าอยากทำเพลงมั้ย ซึ่งก็อยากอยู่แล้ว เราก็เลยกลายเป็นศิลปินเบอร์แรกครับ คือเราเห็นว่ารู้จักกันอยู่แล้วด้วย เราเลยสบายใจที่ได้ร่วมงานกันครับ
พูดถึงคอนเซ็ปต์อัลบั้มนี้ วางกันไว้อย่างไรคะ ?
คือ มุมมองของอัลบัมนี้ค่อนข้างจะเป็น positive คือ การมองโลกในแง่ดีมันเป็นอะไรที่สร้างสรรค์ จรรโลงโลก ฟังแล้วชุ่มฉ่ำหัวใจ แต่ก็มีมุมมองที่เจ็บปวดบ้างเหมือนกันในบางเวลา หรืออารมณ์ประมาณ แอบเจ็บ นอกจากเรื่องความรัก ก็มี เรื่องการใช้ชีวิตด้วยเหมือนกันครับ
อย่างนี้เวลาอกหัก พี่มีวิธีจัดการกับตัวเองยังไงคะ ?
บางทีถ้าเราต้องเจออะไรที่มันเจ็บปวด เราก็ต้องหาอย่างอื่นทำ อย่างงานที่เราทำเป็นดนตรีอยู่แล้วเราก็เล่นดนตรี หรือหาอย่างอื่นทำ จะได้ไม่จมปลักกับตรงนั้น คงจะช่วยได้ครับ
แนวเพลงล่ะคะที่พี่ๆ ต้องการสื่อออกมาถึงคนฟังเป็นแบบไหน ?
เราเรียกแนวเพลงของเราในอัลบัมนี้ว่า Acoustic Fusion ซึ่งมาจากการที่พวกเราเล่นดนตรีอยู่ที่ TU Band มานาน ซึ่งจะได้เล่นดนตรีหลากหลายแนวมาก ตั้งแต่ ป๊อป แดนซ์ ลุกทุ่ง ลีลาศ สากล ยันบิ๊กแบนด์แจ๊ส เลยเหมือนเป็นการหล่อหลอมให้พวกเราเปิดใจกว้างในการยอมรับว่าจริงๆ แล้วไม่ว่าดนตรีแนวไหนๆ ก็มีเสน่ห์ในแนวของตัวเอง พวกเราเลยเอนจอยที่จะเล่นดนตรีหลายๆ แนว แต่ถ้าเอาเฉพาะเจาะจง คือพวกเราจะค่อนข้างชอบดนตรีในแนวฟังก์ ดิสโก้ กันเป็นพิเศษน่ะครับ
![]() |
แนวเพลงที่เรียกว่า Acoustic Fusion คืออะไรคะ ? |
ส่วนที่มาของคำว่า Fusion คือ การที่นำเอาแนวดนตรีที่พวกเราชอบเล่นกันอย่างที่บอกไว้ตอนแรกมาผสมผสานกับความเป็น Acoustic อีกที ทำให้ Acoustic มีสีสัน มีความน่าสนใจมากขึ้น ก็จะมีทั้ง ฟังค์กี้ โซล ดิสโก้ แจ๊ส บอสซาโนวา และป๊อบ จริงๆ แล้วคำว่าหลากหลายกับคำว่าจับฉ่าย อาจจะมีความหมายต่างกันนิดเดียว แต่พวกเรามั่นใจว่างานเราไม่จับฉ่ายแน่ๆ อัลบัมนี้มีแก่นและมีความชัดเจนอยู่ในตัวเอง ซึ่งก็คือ "Acoustic Fusion" ครับ
จัดว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว แล้วกับเพลงเปิดตัวทำไมถึงเลือก "Trust" คะ ?
สำหรับเพลงนี้เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ใช้เวลาแต่งน้อยที่สุด และแต่งเสร็จเป็นเพลงสุดท้ายของอัลบัม แต่กลับปล่อยเป็นเพลงแรกของอัลบัม (งงมั้ยเนี่ย) เหตุผลคือ.. พออัดเสร็จ มิกซ์ดาวน์เสร็จ ก็พบว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่พวกเราคิดว่ามันมีความลงตัวมากที่สุดในอัลบัม คือ มีการผสมผสานกันอย่างชัดเจนระหว่าง อะคูสติค และกรูฟของดิสโก้ สำหรับเนื้อหาก็จะมองได้ 2 มุม มุมแรกคือเรื่องของความรักที่เราต้องการที่จะให้คนที่เรารักเชื่อใจและมั่นใจในตัวเรา และมั่นใจในความรักของเรา ว่าจะไปได้สวยแน่ๆ ส่วนอีกมุมหนึ่งก็คือ มุมมองของการใช้ชีวิต สังคมทุกวันนี้ขาดการไว้เนื้อเชื่อใจกัน พวกเราอยากสนับสนุนให้ทุกคนจริงใจต่อกันครับ... ;)
เคยมีคนบอกบ้างไหมคะ ว่าเหมือน Groove Riders นะ ?
ก็มีคนมาทักผิดอยู่บ่อยๆ ว่ามองข้างๆ เหมือนจะใช่แต่พอมองตรงๆ แล้ว เอ๊ะ!.. อืม (หัวเราะ) คือ มันฟังดูคล้าย เพราะว่าเพลงนี้เป็นแนวดิสโก้ ซึ่งพี่ๆ กรูฟไรเดอร์เขาเป็นสัญลักษณ์ของดิสโก้ของเมืองไทยเราในยุคนี้ เลยไม่แปลกที่จะเข้าใจอย่างนั้น แต่ความเป็นจริงก็คือ กรูฟไรเดอร์เป็นวงที่เล่นดิสโก้เป็นหลัก ในขณะที่พวกเรานำเอาดิสโก้มาเป็นส่วนผสมในงานเพลงนี้เท่านั้นเองครับ ถ้าลองฟังเพลงทั้งหมดในอัลบัมของพวกเรา ก็จะรู้เองว่าไม่เหมือนกันกับพี่ๆ เขาครับ
มาที่การเขียนเพลงบ้างดีกว่า เพลงในอัลบั้มนี้ส่วนใหญ่มากจากใครคะ ?
ไอเดียเริ่มต้นส่วนใหญ่จะมาจากโอครับ หลังจากนั้นก็จะเกิดการสุมหัวกันอีกที คือนั่งแต่งดนตรีที่บ้านคนเดียว Chill Chill พอได้โครงเพลงมาแล้ว อาจจะเป็นคอร์ดกีต้าร์หรือท่อนฮุกบางท่อนก็จะเอาไปร้องให้ในวงฟังว่าโอเคไหม ถ้าโอเคก็จะไปทำต่อให้เรียบร้อย แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ไอเดียมาจากการคิดถึงคนในวง อย่างเช่น เอ็ด เขาจะชอบตีกลองในสไตล์ Shuffle คือมันจะแนวกระฉึกกระฉัก ก็เลยเป็นที่มาของเพลงในอัลบั้มเหมือนกัน เพราะคิดว่าเอ็ดน่าจะตีได้ดี
ได้ข่าวว่ามีแทนจาก "ลิปตา" มาช่วยด้วย ?
ครับ แทนมาช่วยเขียนให้ 2 เพลง คือ "ทฤษฎีใหม่ๆ" กับ "ซักวันเธอจะเข้าใจ" แทนเขียนเพลงจะไม่ค่อยมีเพลงเศร้าครับ ค่อนข้างดี
ตอนนี้ถ้าแทนเข้ามาอ่าน อยากเผา เอ้ย! อยากฝากไรถึงเขาบ้างคะ ?
ขอชมก่อน แทนเขาเป็นคนที่มีมุมมองในการเขียนเพลงที่แปลกดี ภาษาที่ใช้ก็จะเป็นคำที่คนอื่นๆ อาจจะคิดไม่ถึงว่าจะเอามาแต่งเพลงได้ ยกตัวอย่างเช่น คำว่า ธรณีนี่นี้ใครครอง... ในเพลงทฤษฎีใหม่ๆ โอ้ จอร์จใครจะไปคิดว่าจะมาอยู่ในเพลงได้ ลองไปฟังดูนะครับ (หัวเราะ) ส่วนเรื่องเผาก็.. ไม่มีครับ แทนเป็นคนน่าร้ากก.. นิสัยดี ขี้เหงา ชอบกอดตัวเอง เขียนเพลงเป็นสรณะ (หัวเราะ)
เขาบอกแก้วอยู่ว่า อยากกลับบ้านมากๆ ?
ก็รีบ ๆ เรียนให้จบแล้วกลับมาเขียนเพลงให้อีกก็ดี รออยู่เหมือนกัน
นอกจากลิปตาแล้ว มีใครมาช่วยอีกหรือเปล่าคะ ?
ก็มีพี่นุ่น ที่เป็น MD ของค่าย Zyd มาช่วยเขียนด้วยครับเป็นทีมเดียวกัน ส่วนมากก็จะมีคนจุดประกายความคิดมากกว่าครับ เช่นอย่างถ้ามีคนบอกว่า โอ๊ย..มีความสุข เราก็จะเอาท่อนนั้นมาเป็นธีมมากกว่า ประมาณนี้ แล้วก็จะมีเพื่อนพี่ทำทำงานมาช่วยเขียนท่อนแร็พให้ ประมาณนี้น่ะครับ
ในอัลบั้มนี้พี่ๆ แต่ละคนชอบเพลงไหนกันมากที่สุดคะ ?
เอ็ด : ผมชอบ "นัวเนีย" ครับ เพราะว่าเป็นเพลงเร็วที่น่ารัก ฟังแล้วอมยิ้มๆ ชื่อเพลงมันสองแง่สามง่ามดี (หัวเราะ)
หมู : ส่วนผมชอบ "Trust" กับ "Someone (ใครคนนั้น)" แต่จริงๆ ผมก็ชอบหมดทุกเพลงอะครับ
ที : ผมชอบ "นัวเนีย" เหมือนกันครับ ร้องแล้วมีความสุขดี แต่ว่าซ้ำ "ใครคนนั้น" ก็ซ้ำ (หัวเราะ) แต่ก็ชอบ เพราะว่า "ใครคนนั้น" เมโลดี้มันลงตัวดีไปหมด
โอ : "นัวเนีย" เป็นคำตอบสุดท้ายครับ เพราะเป็นเพลงที่เป็นจุดเริ่มต้นของอัลบั้ม
พี่คะ ถ้าเปรียบ Jetset'er เป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง พี่คิดว่าควรเป็นดอกอะไรคะ ?
ดอกหน้าวัวครับ (หัวเราะ - ตอบโดยไม่ต้องคิดนาน) เอ่อ... คือ จริงๆ ส่วนตัวพี่ไม่ค่อยสันทัดเรื่องนี้ จะถนัดเรื่องอื่นมากกว่า เชน ดอกยาง ยังพอไหวครับ แบบเปลี่ยนได้หรือยัง (หัวเราะ)

นอกจากความเชื่อใจ อย่าง "Trust" แล้ว พี่ๆ คิดว่าอะไรคือสื่งสำคัญที่จะทำให้คนสองคนไปกันได้คะ ?
ตอบไม่ถูกเหมือนกันครับ แต่คิดว่า คือความรู้สึกรักครับ อะไรที่มันดึงดูดเข้ามาหากันเอง แต่มันคงหายาก มันเป็นเรื่องของการใส่ใจมากกว่า จริงๆ มันตอบยากครับ :D
พูดถึงซิงเกิลที่ 2 หน่อยดีกว่ากับ "ตัวคั่นเวลา" เพลงนี้มีที่มายังไงคะ ?
เพลงนี้มีที่มาจาก... อืมม เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ค่อนข้างหลุดคอนเซ็ปต์ไปนิดนึง คือปกติถ้าพี่ไม่เขียนจากเรื่องของตัวเองก็จะมาจากกรณีศึกษาของเพื่อนๆ อย่างเพลงนี้ เรียกว่าเอามาจากสถานการณ์ของตัวเองด้วยก็ได้ แล้วมีเพื่อนๆ พี่ที่ทำงาน เขาได้ลองฟังเดโมบอกว่า อยากเอาเพลงนี้ไปเขียนให้ คือเพลงนี้มันเป็นรักสามเส้า มันน่าเบื่อ แบบผู้หญิงเขามีอีกคนอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามก็มีสปาร์กกับอีกคนนึง แล้วพอถึงจุดนึงที่เขาต้องเลือก ผู้หญิงก็เลยออกมาพูดในลักษณะที่เป็นแร็พในเพลง แล้วก็มีแอบหยอดตอนท้ายนิดนึงครับ คือกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ฟังแล้วกดดันครับ เพราะสุดท้ายเรายังไม่ได้คำตอบ...
เพลง "ผู้หญิงขี้เซา" ล่ะคะ ชื่อแปลกดี ?
คือเพลงนี้เนี่ย มันเป็นลักษณะของผู้หญิงคนนึงที่เป็นอย่างในเพลง คือวันนั้นพี่นั่งในบ้านแล้วก็คิดๆ ได้คอร์ดมาก่อน เกาไปเรื่อยๆ จนได้เมโลดี้ออกมา พี่ก็คิดว่ามันเพราะดี เลยจับคาแรกเตอร์ของผู้หญิงคนนึงมาเขียนครับ (หัวเราะ)
กับคอนเสิร์ตที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้างคะ ?
ก่อนหน้านี้มีไปเล่นงาน Indy In Town ซึ่งตอนนั้นเพลงเราเพิ่งเปิด เล่นกันที่สยาม แล้วพอเราเล่นเพลง "นัวเนีย" คนก็จะจำกันได้ครับ มีคนมาถาม แล้วก็มีเล่นของ [V]ecovery ของพี่นภครับ ตอนนั้นก็มีคนร้องได้ครับเราก็งงๆ เราเล่นเพลง "Trust" แล้วมีคนร้องตามกันได้แล้ววว แบบเราก็งงว่าเขาร้องได้ แล้วก็มีเล่นงานเปิดตัวของพี่โบว์-ปรารถนา ที่สวนลุมครับ พี่เขาน่ารักมากเพราะมาช่วยเราแพ็กซีดีด้วย เย้.. (หัวเราะ) คือซีดีแทบทุกแผ่นที่ขายทั่วประเทศ พวกเราทำกันเองครับ แพ็กเองครับ
ที่ไหนประทับใจสุดคะ ?
คือโชว์ทุกที่ไม่ว่าคนจะเยอะหรือน้อยเราก็เล่นเต็มที่ครับ แต่ที่ประทับใจสุด ที่ผ่านมาคงเป็นงานของงานของ [V]ecovery ครับ คนร้องตามได้เยอะพอสมควร คือเขาก็ติดตามมาจาก Oreoh!
ระยะอันใกล้นี้ล่ะคะจะมีที่ไหน ให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันบ้างเอ่ย ?
ก็มีคอนเสิร์ตที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคมนี้ เป็นงาน Bangkok Music Festival แล้วก็วันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จะมีไปเล่นที่ร้าน รักเอย แถวๆ ประชาชื่น เวลาค่ำๆ ในงานปารตี้ครบรอบ 6 ปีของร้าน ก็ถือโอกาสชวน เพื่อนๆ ไปจอยกันละกันนะจ๊ะ มันแน่ๆ
ค่ะ สุดท้ายแล้ว อยากฝากอะไรกับเพื่อนๆ ที่ติดตามบ้างคะ ?
พวกเราก็ขอฝากอัลบั้มนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของมิตรรักแฟนเพลงทุกคนด้วยนะครับ (ทุกคนพนมมือไหว้ปะหลกๆ) แล้วก็ขอบคุณ cityblue.net ด้วยครับ ขอบคุณมากครับบบบ
ได้รู้จักกับทั้ง 4 หนุ่มไปแล้ว ก็อย่าลืมอุดหนุนผลงานของพวกเขากันด้วยนะจ๊ะ..
thx : jetset'er / deejaypat
by : vj~kaew~
วันที่ : 2006-11-09
อ่านแล้ว : 1012 ครั้ง