Groove Riders Mild ภาพยนตร์ Tiger Translate Concert Mola Mola Sunshine Party Spicydisc Good September อพาร์ตเมนต์คุณป้า อะคูสติก คาราบาว ฟิล์ม รัฐภูมิ Crescendo อัลบั้มใหม่ จุ๋ย จุ๋ยส์ Nuvo Mv Circle 22 Scrubb Flure Fat Festival 8 Sony Bmg แฟต เฟสติวัล Fat Festival Knock The Knock Songburi คอนเสิร์ต Activity สนามหลวง Lula Tk Park เสนาหอย Friday ต้า สมิทธ์
เนย ซับเบอร์เบี้ยน![]()
ถึงเวลาอีกครั้งกับการกลับมาของผู้ชายอารมณ์ดี “เนย” สุดสรร วงศ์สมุทร กับผลงานอัลบั้มชุดที่ 4 : Higher ซึ่งเป็นการร่วมงานครั้งแรก ภายใต้สังกัด สไปร์ซซี่ ดิสก์ หลังจากที่โลดแล่นอยู่ในวงการใต้ดินมานาน พี่เนย เล่าให้ฟังว่า Higher คือ ผลพวงของการทำงานตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา โดยการกลับมาครั้งนี้ มาพร้อมกับแนวเพลงใหม่ที่เรียกว่า ‘urban soul’ โดยเนื้อหาและดนตรีนั้น ให้อารมณ์และความรู้สึกค่อนข้างเป็นส่วนตัว ‘Lust & Love’ ทำให้อัลบั้มชุดนี้มีความโดดเด่น และเหมาะสำหรับคนที่ชอบความแปลกใหม่ โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบเพลงโซลอยู่แล้ว... ซึ่งฟังแล้วเข้าทำนอง “รสชาติดนตรีอิงของนอก แต่เนื้อหาเหมาะกับคนไทย” อย่างไงอย่างงั้น...
NOEI SUBURBIAN
Molekul : สวัสดีค่ะพี่เนย กับอัลบั้ม Higher นี้ เป็นอย่างไรบ้างค่ะ
เนย: อัลบั้มชุดนี้เราเริ่มวางแผงไปตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เสียงตอบรับก็ค่อนข้างดีมากๆ โดยซิงเกิ้ลแรกเพลงฝันไปหรือเปล่าที่แนะนำไป คนเริ่มรู้จักและร้องกันได้ ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่อัลบั้มได้ขึ้นมาอยู่บนดิน ก็รู้สึกดีกว่าแบบที่อยู่แบบใต้ดินนะ
Molekul : 3 ปีที่หายไป ไปทำอะไรมาค่ะ
เนย: ก็ทำอัลบั้มชุดนี้แหละครับ แล้วก็อยู่บ้านดูแลบ้าน เพราะจริงๆ แล้ว ผมตั้งปณิธานเอาไว้ว่า ทุก 2 ปี จะออกอัลบั้ม แต่บังเอิญเกิดน้ำท่วมสตูดิโอซะก่อน เลยต้องรอสร้างห้องขึ้นมาใหม่ ส่วนงานอื่นๆ ก็มีไปช่วยศิลปินหลายคนนะ อย่างเช่นน้องทาทา อัลบั้ม Dangerous มีสิงห์เหนือเสือใต้ มีทำให้น้องมิ้นท์ อรรถวดี น้องเค้ก จาก B5 แล้วก็ไป Remix ให้พี่เบิร์ทกับฮาร์ท ในเพลงฉันคอย แล้วก็ไปช่วยพี่นภ ร้องเพลงในชุด Dobe (Million ways to dobe)
Molekul : รู้มาว่าพี่เนยผ่านการทำงานในวงการเพลงบ้านเรามาแล้วกว่า 10 ปี ทำอะไรมาบ้างค่ะ แล้วตอนนี้ชอบทำอะไรที่สุด
เนย: ใช่ครับ เป็นทั้ง Song Writer เป็น Arranger, Composer แล้วก็เป็น Sound designer และ Producer แต่ถ้าถามว่าชอบทำอะไรตอนนี้ ก็คงเป็นชอบแต่งเพลงให้ตัวเองร้องครับ เพราะแต่ก่อนจะบอกกับตัวเองว่าซับเบอร์เบี้ยน เป็นอะไรที่ว่างแล้วค่อยทำ แต่พอได้มาทำ ก็รู้สึกสนุกกับการที่เราต้องมากลับมาย้อนดูตัวเองว่า เราทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ ต่างกับตอนที่ทำให้คนอื่น คืออันนั้นเราต้องไปตอบโจทย์เขา ต้องศึกษาเขาว่า เขาต้องการอะไร เขาเก่งตรงไหน เพื่อเราจะได้หยิบตรงจุดนั้นขึ้นมา ซึ่งบางทีเราก็ไม่ถนัด เพราะเราไม่ใช่ตัวเขา แต่พอมาทำงานให้ตัวเอง เหมือนเราได้เรียนรู้ตัวเองไปด้วย นี่เองทำให้สนุก และทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น
Molekul : แรงบันดาลใจในการแต่งเพลง ทำเพลงของพี่เนยคืออะไร
เนย: น่าจะเป็นธรรมชาติและมวลมนุษย์ครับ (หัวเราะ)... สังคมของนุษย์นี่แหละ อย่างฝรั่งเขาจะมีวิชาเรียนเลยนะเป็น Culture Study เหมือนเป็นการศึกษาวัฒนธรรมของคนๆ หนึ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสังคมใหญ่ เพราะคนๆ หนึ่ง อาจจะมีวัฒนธรรมเป็นของตัวเองในการพูด ในการทำอะไรก็ตาม ซึ่งถ้าเราอินกับตรงนั้น ชีวิตเราก็จะมีอะไรให้ทำ มีอะไรให้คิดอีกเยอะ
Molekul : แล้วอัลบั้มชุดที่ 4 นี่เป็นมาอย่างไรค่ะ
เนย: ก็มาจากช่วง 3 ปี ที่หายไป ได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ แล้วก็ได้มาคิดว่าที่ผ่านมาเกือบ 10 ปีนี้ เราทำอะไร ให้อะไรกับแฟนเพลงบ้าง แล้วอะไรล่ะที่เรายังไม่เคยทำ และไม่ทิ้งตัวตนของความเป็นซับเบอร์เบี้ยนไป จะว่าไป 10 ปี ที่ผ่านมา การทำงานของผมก็เรียกได้ว่าถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ตอนนี้มันถึงขั้นตกตะกอนพอสมควร สั่งสมประสบการณ์มาก็พอสมควร ก็เลยได้เป็นธีมของอัลบั้มชุดนี้ว่า Higher ซึ่งมันถูกใช้แทนการอิ่มตัวของผม และการทำงานในชีวิตมาทั้งหมด แปลว่า เพลิดเพลินขึ้น รู้ตัวมากขึ้น คล้ายๆ กับที่ฝรั่งเขาว่า Get high คือการหลุดพ้นไปแล้ว
Molekul : ความพิเศษของอัลบั้ม Higher อยู่ตรงไหน
เนย: อัลบั้มชุดนี้จะประกอบไปด้วยเพลง 10 เพลง ความพิเศษของมันอยู่ตรงที่เป็นอัลบั้มในแนว Urban Soul ชุดแรกของเมืองไทย ที่ได้ถูกผลักดันออกไปให้เป็นที่รู้จัก โดยตัว Urban Soul นี้ มันเป็นแนวที่อยู่ใน Neo Soul ซึ่งเป็น Soul สมัยใหม่ ของทางฝั่งอเมริกา (เริ่มต้นจากเมืองฟีลาเดอเฟีย ในเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา) ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน และยังถือว่าเป็นแนวที่ใหม่มากสำหรับวงการเพลง โดยศิลปินแนว Neo Soul ที่เรียกว่าเป็นต้นแบบและมีชื่อเสียง ก็อย่างเช่น JILL SCOTT, MUSIQ SOULCHID, DWELE, REMY SHAND ครับ
Molekul : อะไรคือจุดเด่นของความเป็นเพลงของซับเบอร์เบี้ยนค่ะ
เนย: คาดว่าเป็น Sound เป็นการเรียบเรียงมาเป็นอันดับแรกเลย คือ Sound ของเราจะมีความเป็น Neo Soul ที่ฟังแล้วคนอาจจะคิดว่าเป็น Pop แต่ด้วยเนื้อหาเพลงที่ตรงไปตรงมา เราดีไซน์ออกมาเพื่อให้รู้สึกว่าเป็นแชร์ประสบการณ์ เป็นการบอกเล่าจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง ที่ทุกคน ทุกวัย สามารถรู้สึกร่วมกันได้ อย่างถ้าเป็นกระบวนการแต่งเพลงของบรรดาค่ายใหญ่บางค่าย บางทีเขาคิดออกมาเป็นละคร เป็นอะไร แต่เพลงของซับเบอร์เบี้ยนจะเป็นอะไรที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งบางคนที่อาจจะเคยผ่านจุดๆ นี้ มาเหมือนกันก็จะเข้าใจ นั่นคือสิ่งที่แฟนๆ จะรับรู้ได้เมื่อฟังเพลงของซับเบอร์เบี้ยน
Molekul : แล้ว Soul กับ Pop ต่างกันอย่างไร
เนย: ถ้าในด้าน Sound เพลง Soul จะค่อนข้างมี Style ที่ชัดเจน ในด้านของการเรียบเรียงครับ แล้วก็เสียงร้องก็จะไม่เอื่อย ไม่เป็นคอร์ดธรรมดาๆ และจะมีขั้นตอนการสลับส่วนของดนตรี ซึ่งเป็นเรื่องของเทคนิคในการทำเพลงครับ
Molekul : พี่เนยต้องการจะสื่อสารเพลงในอัลบั้มนี้ไปยังคนฟังกลุ่มไหน
เนย: อัลบั้มชุดนี้เหมาะกับคนฟังที่อยู่ในเมือง อย่างที่บอกคือเป็น Urban Soul สำหรับคนเมืองฟัง เพลงจะสามารถเป็น Background Music โดยที่สามารถเปิดฟัง โดยที่ไม่ต้องสนใจเนื้อหาของเพลงก็ได้ อาจจะนั่งฟังแค่ดนตรีแล้วก็นั่งทำงานไปเรื่อยๆ เพราะแค่ Sound อย่างเดียว มันก็มี Motive ของตัวมันเอง ไม่ต้องมีเนื้อร้องก็รู้เรื่อง นี่คือลายเซ็น เป็นวิธีการของเพลงแบบ Urban soul กับการเล่าเรื่องในแนวนี้
Molekul : เพลงที่ใช้เวลาในการทำนานที่สุด และเพลงที่ใช้เวลาทำเร็วที่สุด
เนย: เพลงที่นานที่สุดน่าจะเป็น Let’s get down เพราะเพลงนี้ตั้งใจจะทำให้มีสีสัน โดยต้องแปลกและใหม่ และต้องมีความไพเราะ ณ จุดหนึ่งด้วย คือโจทย์มันเยอะ เวลาตอบเลยต้องนานหน่อย ส่วนเพลงที่เร็วที่สุด คอนเซ็ปต์จะต่างกับเพลงที่นานที่สุดเลย คือ เราลองคิดดูอะไรที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน คนฟังก็น่าจะชอบ เลยนั่งคุยกับพี่เต้งว่า ลองมาทำเพลงแบบเร็วๆ ใช้เวลาสักชั่วโมง 2 ชั่วโมง กันดีไหม บางทีมันอาจจะดีก็ได้ เลยออกมาเป็นเพลงสุดท้ายชื่อเพลง Hey Girl : อยากให้เรามารักกัน ซึ่งเพลงนี้พี่เต้งก็ให้เกียรติมาเป็นนักร้องให้ด้วย
Molekul : นอกจากพี่เต้งแล้วอัลบั้มชุดนี้ ได้ข่าวว่ามีเพื่อนๆ มาแจมเยอะเหมือนกัน
เนย: ก็มี 4 คน ครับ นอกเหนือจากการทำดนตรีนะครับ ก็จะมีพี่วู้ดดี้ ที่เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ Grammy Awards จากอเมริกา สาขา mastering ยอดเยี่ยมปี 2001 กับน้องกาน ที่มาช่วย Mix down ซึ่งน้องกานนี่เป็นเจ้าของสตูดิโอ ไดนามิก สตูดิโอ ที่สุขุมวิท 49 ที่เล่นกีต้าร์แจ๊สเก่งมาก แต่ตอนนี้ผันตัวมาเป็น Sound Engineer แล้ว ส่วนอีก 2 คน ก็คือ น้องผึ้ง Miss Love กับพี่เต้ง ที่มาช่วยร้องเพลงในอัลบั้มครับ
Molekul : อยากรู้ว่าความใฝ่ฝันของพี่ในตอนเด็กๆ เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้หรือเปล่า
เนย: ถ้าตอนเด็กๆ เลย ฝันอยากจะเป็นนักพัฒนา จะพัฒนาอะไรก็ได้ แต่ตอนนั้นด้วยความที่ยังเด็กก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี จนกระทั่งโตขึ้นมาได้มาเล่นดนตรี เล่นกีต้าร์ก็เริ่มชอบมาเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้ไปศึกษาที่อเมริกา ก็บอกทางบ้านว่าจะไปเรียนดนตรี แต่ที่บ้านก็บอกว่าดนตรีเราไม่จำเป็นต้องเรียนหรอก เดี๋ยวเรียนด้วยตัวเองก็ได้ ก็เลยไปเรียนด้าน Graphic Design แทน ซึ่งสาชานี้เขาจะสอนเราเกี่ยวกับวิธีการมองให้เป็น Conceptual ว่าสิ่งสวยงามที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ทุกอย่างมีเหตุผลในตัวของมันเอง และต่อให้เป็นสิ่งที่ไม่สวยงามก็มีเหตุผล คือ เขาสอนให้เรามองอย่างทะลุปรุโปร่ง ซึ่งพี่ก็ได้ใช้ Conceptual Thinking ตรงนี้ มา Apply ในการทำเพลงของพี่ตลอดเวลา โดย 4 ปีที่เรียน Graphic Design พี่ก็ยังไม่ทิ้งงานเพลง จำได้ว่างานของ Graphic Design เป็นอะไรที่เยอะมาก ต้องอดหลับ อดนอน ในการทำ แต่พอมีเวลาแทนที่จะพัก เราก็เอาเวลามานั่งทำเพลง เก็บตังค์ อดข้าว เพื่อไปซื้อเครื่องมือทำเพลงซึ่งก็แพง มานั่งกด นั่งหัดทำเพลง และเกือบทุกครั้งที่คิดอะไรได้ กีต้าร์จะอยู่ในมือเราตลอด หรือไม่ก็นั่งจับเครื่องดนตรีอะไรสักชิ้น คือ ความคิดมันมักจะแล่นเมื่อเราอยู่กับดนตรี
Molekul : ชอบดนตรีขนาดนี้ ที่บ้านมีใครเล่นดนตรีหรืออยู่ในวงการไหม
เนย: คุณแม่เป็นแอร์สยามครับ คุณพ่อเป็นนักบิน แต่เป็นพ่อแม่ที่เปรี้ยวเดิ้นมากเลยนะ ซึ่งพ่อเขาจะมีแผ่นเสียงมาเปิดให้ฟังตลอด และด้วยความที่พ่อกับแม่งานเยอะ เวลาเราอยู่บ้านคนเดียว ก็จะนั่งฟังแผ่นเสียงของพ่อของแม่ของคุณยายไปเรื่อยๆ มันเหมือนสิ่งใกล้ตัวที่เราซึมซาบเข้าไปในจิตวิญญาณโดยไม่รู้ตัว เหมือน Sound Track ลึกๆ ที่เราเก็บเอาไว้ เรียกว่าอยู่กับดนตรีมาตลอด คือวิ่งหนีไม่ได้ บางทีไม่อยากให้มาก็มาเอง เป็นเรื่องที่น่าแปลก
Molekul : พี่เนยฟังเพลงขนาดไหน ฟังทุกวันเลยไหม มีวันไหนที่ไม่ฟังบ้างไหม
เนย: มีครับ เวลาออกไปท่องเที่ยว คือ พอแล้ว เหนื่อยหูแล้ว ไม่ใช่ไม่อยากฟังนะ แต่ร่างกายมันไม่ไหว ก็มีที่ต้องออกไปหาความสงบบ้าง
Molekul : อยากให้พี่เนยพูดถึงวงการเพลงที่พี่อยู่มาเป็น 10 ปี เนี่ยะ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เนย: พี่เข้ามาตั้งแต่ยุคปี 94-95 ตั้งแต่ยุคเบเกอรี่ พร้อมพวกพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นยุคอินดี้เริ่มแรกเลยนะ จนมาถึงปัจจุบัน เรียกว่า อินดี้ค่อนข้างที่จะกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ แต่เสียดายตรงที่ว่าคนเก่งกลับไม่มีโอกาส ไม่มีใครมาคอยสนับสนุน พี่ว่ารัฐบาลต้องเข้ามาช่วยด้วยเหมือนเกาหลี ญี่ปุ่น ที่อย่างญี่ปุ่น รัฐบาลเขาทุ่มเงินสร้างโดมให้พวกบ้ากีต้าร์ไปนั่งเล่น โชว์เพลงกัน หรือเขาไปสร้างเป็นถนน เป็น Park เพื่อให้คนไปโชว์ของ เอากีต้าร์ เอาแบนด์อะไรไปเล่น ถึงได้มีฮาราจุกุ ขึ้นมา หรืออย่างเกาหลีเนี่ยะ เขาทุ่มเงินปีละเป็นพันๆ ล้าน เพื่อให้เด็กตัวเล็กๆ ได้ศึกษาเพลงออเครสตร้า ทำให้เราเห็นว่าทำไมหนังดราม่าของเกาหลีเพลงจึงเพราะจัง ก็เพราะตรงจุดนี้เอง แต่เมืองไทยเราไม่มี อย่าว่าแต่อินดี้เลยแม้แต่ระนาดที่เป็นรากเหง้าของเรายังถูกลืม ทำให้พี่ว่ารัฐบาลต้องเข้ามาช่วย ต้องลงมาดูแล ไม่งั้นเดี๋ยวจะสู้ชาติอื่นเขาไม่ได้
Molekul : มีอะไรจะแนะนำเยาวชนไทย ศิลปินรุ่นใหม่ๆ บ้างไหม
เนย: ตัวศิลปินเองก็ต้องฮึดต่อไป ต้องเข้มแข็ง คนเราจะทำอะไรต้องรักในสิ่งที่ตัวเองทำ คือถ้าเริ่มมาแล้ว ต้องเลิกยากหน่อย คือต้องอดทน เลิกน่ะได้ แต่ต้องมีเป้าหมายของตัวเองไว้สักหน่อยเพื่อจะไปให้ถึง ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ พี่ว่าประเทศของเราจะพัฒนาขึ้นมากๆ
Molekul : สุดท้ายนี้อยากให้พี่เนยฝากอะไรถึงชาว Songburi นิดนึง
เนย: ก็ขอให้ทุกคนที่เข้ามาใน Songburi ได้มีความสุขในชีวิต แล้วก็ขอฝากอัลบั้ม Higher Suburbian ไว้ด้วย ก็ตั้งใจทำมาให้กับแฟนๆ ได้ฟัง ยังคิดถึงแฟนเพลงทุกคน ยังคิดถึงว่าเราเคยยืนอยู่ในจุดที่เคยมีแฟนเพลงมาคอยให้กำลังใจ ก็จะพยายามทำงานเพลงต่อไปเรื่อยๆ ครับ ยังไม่ยอมแพ้
ก่อนจากกันไป ถ้าเพื่อนๆ คนไหน อยากติดต่อพี่เนยเป็นการส่วนตัว ก็สามารถคลิกไปหาพี่เนยได้ที่ www.myspace.com/suburbian1 ได้เลยจ้า

วันที่ : 2007-10-25
อ่านแล้ว : 1520 ครั้ง