Good September Friday Mola Mola Sunshine อัลบั้มใหม่ Party Scrubb เสนาหอย Songburi Spicydisc แฟต เฟสติวัล Fat Festival 8 Fat Festival Nuvo Crescendo Groove Riders ภาพยนตร์ Circle 22 คาราบาว ต้า สมิทธ์ Tiger Translate Activity อพาร์ตเมนต์คุณป้า ฟิล์ม รัฐภูมิ Mild Concert Knock The Knock จุ๋ย จุ๋ยส์ Lula คอนเสิร์ต Sony Bmg Mv อะคูสติก สนามหลวง Tk Park Flure
P - Solid State... Defenders of the Faith![]()
ความใฝ่ฝัน…สิ่งที่หลายคน ‘ฝันหวาน’
แต่เอาเข้าจริงๆ จะมีสักกี่คนที่สามารถคว้ามันไว้ได้ในชีวิตนี้....
การที่คนเราจะตัดสินใจทำตามความฝันของตัวเอง บ่อยครั้งมันก็เป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน กับการต้องต่อสู้กับสิ่งต่างๆ ทั้งกับสิ่งที่จับต้องได้ และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น ค่านิยม สังคม รายได้ ครอบครัว และโดยเฉพาะการที่จะต้องต่อสู้กับ ‘ใจ’ ของตัวเอง ก็ส่งผลให้หลายต่อหลายคนเลือกที่จะ ‘ผลัดวันประกันพรุ่ง’ ไปวันๆ...
ขึ้นต้นมาแสนจะซีเรียสเชียว...แต่ไม่ต้องตกใจไป บทสัมภาษณ์ใน Songburi ของเรา ไม่ได้เปลี่ยนแนวแต่อย่างใดค่ะ แต่หลังจากได้สัมภาษณ์พี่ ‘P - Solid State’ ทำให้เราได้เห็นมุมมองการใช้ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง (ที่ยังไม่แก่นะคะ อิอิ) ซึ่งมีจุดพลิกผันอะไรบางอย่าง ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองความคิด แล้วค้นพบกับสัจธรรมชีวิต ที่ อ.ศิลป พีระศรี เคยกล่าวไว้ว่า “ชีวิตแสนสั้น ศิลปะยืนยาว”... ซึ่งทำให้ ‘พี พีระพันธุ์ ชาญเศรษฐิกุล’ กลายมาเป็น ‘P - Solid State’ อย่างในปัจจุบัน
...................................................................................................................
Get the Flash Player to see this player.
Molekul : อยากให้พี่ P ช่วยเล่าถึงงานอัลบั้มชุดแรกให้ฟังหน่อยค่ะ
P : พี่เคยออกอัลบั้มมาแล้วชุดหนึ่ง ชื่อว่า Destiny เมื่อประมาณ 4 ปี ที่แล้ว อยู่กับค่าย Lambda Records ซึ่งตอนนั้นก็ใช้ชื่อ Solid State แล้ว เพลงที่น่าจะพอรู้จักกันก็มีเพลงสู่จุดหมาย และเพลงห่างไกล ที่ยังพอมีให้ฟังในเว็บต่างๆ อยู่นะครับ
Molekul : อัลบั้มชุดนั้น พี่ทำอะไรบ้างค่ะ
P : ในชุดนั้นพี่จะอยู่ในฐานะเป็นโปรดิวเซอร์เต็มตัว คือ ดูแลการผลิต เล่นดนตรี เขียน คิด และก็มีคนมาช่วยเราร้อง เป็นลักษณะคล้ายๆ งานของพี่สมเกียรติ พี่บอย โกสิยพงษ์ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นงานที่ทำอยู่ในสตูฯเล็กๆ ที่บ้าน
Molekul : แล้วกับอัลบั้ม Defenders of the Faith (อัลบั้มชุดล่าสุด) เป็นไงมาไงถึงได้มาทำกับทาง Spicydisc ได้ค่ะ
P : พี่มีเพื่อนๆ อยู่ในค่ายนี้หลายคน และพี่ก็สนิทกับพี่เต้ง (พิชัย จิราธิวัฒน์) มาหลายปีแล้ว ก็เห็นว่าเขาดูแลดี แล้วก็ให้เกียรติและให้ความไว้ใจในการที่เราเป็นเจ้าของงานจริงๆ ไม่มีการมาสั่งเปลี่ยนสั่งแก้ คือถ้าเขาจะสนับสนุน ก็ด้วยความที่เขาเชื่อว่านี่คือเรา เขาเชื่อว่าจะมีกลุ่มคนที่จะสนับสนุนเรา ก็เลยคิดว่าสบายใจที่สุดที่มาอยู่ที่นี่
Molekul :ทราบมาว่าพี่เคยทำงานอีกด้านหนึ่งมาก่อน
P : เคยรับราชการเป็นเศรษฐกร ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ
Molekul :แล้วทำไมชีวิตถึงผกผันกลายมาเป็นศิลปินได้ล่ะคะ
P : ก็คือชอบฟัง ชอบเล่นดนตรี มาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะมันยังมีความกลัวอยู่ ว่าเราจะเอาดีทางนี้ได้เหรอ มันต้องใช้ความพยายามเยอะนะ ซึ่งเราก็ไม่ได้เป็นคนที่มีทักษะสูงอะไรมากมาย ก็เลยมาเรียนเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งระหว่างเรียนก็ได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่อังกฤษ ก็ได้ไปดูคอนเสิร์ตหนึ่งของ Radiohead ซึ่งมันยิ่งใหญ่มาก ทำให้เรารู้สึกว่ามีแรงบันดาลใจ แต่ไม่ได้คิดว่าเราจะลุกขึ้นมาทำหรอก ก็ยังเก็บมันไว้ในใจ จนเรียนจบ ทำงาน แล้วก็มาประสบอุบัติเหตุ ถึงทำให้คิดได้ว่า ถ้าตอนนั้นเราไม่รอดมาเนี่ย สิ่งที่เราเคยใฝ่ฝันเคยอะไรไว้ ก็คงจะไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ต้องรีบทำซะก่อน
Molekul : แล้วพี่เริ่มต้นอย่างไรคะ
P : ตอนนั้นอายุประมาณ 20-21 (พี่เรียนเร็วน่ะ) ออกจากราชการมาแล้ว ก็ได้เพื่อนๆ แนะนำให้รู้จักกับพี่พิชซ่า (ชัยบัณฑิต พืชผลทรัพย์ โปรดิวเซอร์และอดีตมือเบส วงพราว) กับพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ อดีตมือเบส วงครับ) ซึ่งตอนนั้นพี่ก็ได้มีโอกาสเขาไปฝึกงานกับพี่ซ่าที่สมอลล์รูมเกี่ยวกับ Music Production เขาก็สอนพี่หมดว่า เพลงสมัยใหม่เนี่ย ทำกันยังไง จนกระทั่งพี่ซ่าแยกตัวออกมาเปิดค่าย Lambda Records พี่ก็ติดสอยห้อยตามพี่ซ่ามาด้วย ก็เลยได้ทำอัลบั้มแรก (อัลบั้ม Destiny) กับพี่ซ่าที่นี่
Molekul : ประสบการณ์ที่ได้รับจากอัลบั้มการทำงานอัลบั้มชุดแรกนี่คืออะไรคะ
P : คือมันเหมือนว่าเราตัดสินใจก้าวเดินแล้วเราทำได้ เหมือนเป็นการตอกย้ำความคิดของเราว่า ถ้าตั้งใจจริงๆ นะ ทำได้ทุกอย่าง ทุกอย่างมันอยู่ที่เรามากกว่า คล้ายๆ ว่าเราได้เลือกเส้นทางของเราเอง ซึ่งเพลง Destiny หรือเพลงสู่จุดหมายเนี่ยะ มันจะชัดมากเลยว่า “ทางเดินที่ฉันเลือกเอง อาจจะมีแม้ทางที่พลาดไป อาจจะมีน้อยคนที่เข้าใจ...” เพราะว่าจริงๆ พี่ก็มีเพื่อนอยู่หลายคน ที่เขาอาจจะมีพรสวรรค์มากกว่าเราด้วยซ้ำ แต่ว่าไม่ได้ตั้งใจเอาจริง ก็ท้อไป เลยไม่ได้ออกมาเป็นผลงาน
Molekul : จากอัลบั้ม Destiny มาถึง อัลบั้ม Defenders of the Faith ห่างกัน 4 ปี ช่วงนั้นพี่ทำอะไร
P : ทำเบื้องหลังอยู่ครับ เริ่มจากเป็น Arranger เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นนักดนตรี เป็นผู้ผลิต ก็อย่างผลิตซีดีมาขาย ผลิตเพลงหนึ่งเพลง ผลิตเพลงเพื่อการโฆษณา เพื่อสินค้า เพื่อทุกอย่าง ทำอยู่กับเพื่อนสนิท 2 คน คือ ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า กับ ปิ๊ป มือกลองของสยาม ซีเครต เซอร์วิส เหมือนเป็นมือปืนนะครับ ก็รับจ้าง ใครจะจ้างอะไรก็ทำ
Molekul :มีงานอะไรที่พวกพี่ทำกันแล้วอยากแนะนำให้ชาว Songburi ได้รู้จักบ้าง
P : ถ้าเร็วๆ นี้ ที่คนอาจจะเห็นผ่านๆ ตากันบ้าง ก็จะเป็นโฆษณาของธนาคารกสิกรไทย ที่จะเป็นภาพว่าจักรวาลนี้ไม่มีคนเลยใช่ไหม เพลงประกอบนั้นก็เป็นเพลงที่เราทำ แล้วก็ตอนต้นปีก็มีพวกหนังโฆษณาของโค้กอะไรพวกเนี่ยะครับ ที่เราทำกันในชื่อของ Concrete dB Music Production
Molekul :ทำมานานหรือยังคะ แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างกับการมาทำงานเบื้องหลังแบบนี้
P : ทำมาประมาณ 8 ปีแล้วครับ ก็ถือว่ามันค่อนข้างจะให้ประสบการณ์เราพอสมควรเลย ไม่ว่าจะเป็นการแฮนเดิลลูกค้าหรืออะไร โดยการทำงานที่เป็นงานจ้างนั้น ถึงมันอาจจะไม่ใช่เรา 100% ก็จริง แต่ว่าบางอย่างมันก็จะมีสิ่งที่เป็นลายมือของเราเข้าไปด้วย ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้ที่ดี และก็ทำให้เรามีโอกาสที่จะได้ทำงานที่เป็นส่วนตัวของเรา ซึ่งก็มันทำให้เราได้คิด ได้อยู่กับเครื่องมือตลอดเวลา
Molekul : แล้วกับอัลบั้มชุดใหม่นี้ฟีดแบ็คเป็นอย่างไรบ้าง
P : จากที่ไปโชว์มาก็มีหลายคนที่เขาร้องตามได้ ทำให้รู้สึกว่าไม่มากก็น้อยล่ะ เขาคงต้องชอบงานเพลงของเรา เพราะผมคงไม่สามารถจะทำเพลงทั้ง 10 เพลงแล้วให้ทุกคนชอบได้ ผมเคารพว่าทุกคนเขามีรสนิยมส่วนตัว แต่ก็คิดว่าอย่างน้อยใน 10 เพลง น่าจะมีสัก 1 เพลงที่ทำให้คุณแฮปปี้ อยากฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก
Molekul : อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มเดี่ยวก็จริง แต่รู้สึกว่ามีเพื่อนๆ มาแจมเพียบ
P : เยอะมากครับ จริงๆ แล้วพี่อยากทำให้มันเป็นวง แต่ด้วยความที่เรามีชื่อในฐานะที่เป็นโปรดิวเซอร์และเป็นศิลปินอยู่แล้วเนี่ย พี่เต้งก็เลยบอกว่าเป็นศิลปินเดี่ยวดีกว่า แต่เป็นในลักษณะของศิลปินเดี่ยวที่อบอุ่นมีคนมาช่วยงานเยอะ ก็โดยหลักๆ จะมี 4 คน ที่มาร่วมซ้อมกันมาตั้งแต่เราทำเพลงหยาบๆ ก็คือมีพี่, มีปิ๊ป สยาม ซีเครต เซอร์วิส, มีใหม่ จากอพาร์ตเมนต์คุณป้า แล้วก็มีสิงห์ Sqweez Animal เราซ้อมกันอยู่ประมาณ 2 ปีได้ ฟังดูนานนะ แต่จริงๆ 2 ปีเนี่ย เจอกันอาทิตย์ละครั้ง หรือ 2 ครั้งเอง โดย Input (เรื่องราวต่างๆ โครงสร้างดนตรี) จะมาจากพี่ ส่วนแรง Output ต่างๆ จะมาจากเพื่อนๆ ซึ่งพี่ว่าการที่เราเล่นดนตรีร็อคเนี่ย การที่พลังงานจากเพื่อนๆ ที่มาช่วยเนี่ย ทำให้มันได้สิ่งที่ดีกว่า จริงกว่า และสนุกกว่าการทำคนเดียว จากนั้นพอเตรียมทุกอย่างพร้อม ก็เข้าห้องอัดจริงๆ ประมาณ 15 วัน ครับ
Molekul : เห็นว่ามีศิลปินหลายคนมาช่วยร้องในอัลบั้มชุดนี้เยอะเลย
P : ครับ หลายคน มีแทร็คหนึ่งที่บุรินทร์มาช่วยพี่ร้อง ชื่อเพลงว่า As the world falls down เป็นเพลงของ David Bowie ที่เราขออนุญาตเขาทำ Remix ซึ่งคนนี้พี่ชอบเขามาก เขาเหมือนเป็นหนึ่งในฮีโร่ของเรา เลน โดยที่พี่ต้องของอนุญาตเพราะพี่ถือหลักที่ว่า ถ้าเราชอบเขาเราควรจะให้เกียรติเขา ไม่ใช่เอาผลงานของเขามาทำแบบซ้ำๆ โดยพละการ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักง่ายเกินไป นอกจากนี้ก็มีเพลงรอ ที่พี่แต่งจากชีวิตของน้องคนหนึ่ง ซึ่งเขากำลังดาวน์อยู่ ซึ่งเราต้องการบอกเขาว่า รอให้เราเจอคนที่ใช่ดีกว่าไหม... แล้วพอสิงห์ Sqweez Animal ได้ฟังเขาก็ชอบเพลงนี้ บอกพี่ผมขอร้องแล้วกัน เราก็ให้ร้อง, ส่วนอีกเพลงหนึ่ง ชื่อเพลงโง่ เพลงนี้ได้ตุลมาร้อง ซึ่งเพลงนั้นพี่เริ่มกีต้าร์มาจากที่บ้าน แล้วเอามาเล่นในห้องซ้อม ซึ่งวันนั้นตุลเขาก็เข้ามาซ้อมด้วย ออกมาร็อคมากๆ เลย เลยบอกอย่างนั้นตุลร้องละกัน เป็นเพลงที่เขียนมาสำหรับตุลเลย แบบเนื้อประมาณว่า “โง่แล้วทำไม โง่ฉันอยากร้องเพลง มันไม่หนักหัวใคร...” ประมาณนี้
Molekul : ความในใจที่อยากจะบอกเพื่อนๆ ที่มาช่วยเติมเต็มอัลบั้มชุดนี้ให้สมบูรณ์
P : ก็ขอบคุณทุกคนมากๆ จริงๆ เขียนขอบคุณไว้ในอัลบั้มเยอะมาก บอกชื่อทุกคนคงไม่หมด แบบว่าผมตื้นตันใจมาก ที่เมื่อก่อนผมก็เป็นคนที่ไม่ได้มีอะไรเลย ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย แต่ว่าก็พยายามจะพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ และก็โชคดีที่ได้เพื่อนดี ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ ไม่ว่าเรื่องน้ำใสใจจริงต่อกัน หรือว่าเรื่องการให้เกียรติซึ่งกันและกัน มันเป็นพื้นฐานของความเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ก็ตื้นตันมากๆ ที่เขามาช่วย
Molekul : เห็นเวลาโชว์พี่ P ก็จะมีเพื่อนๆ ไปช่วยเล่นด้วยตลอด
P : หลักๆ ตอนนี้เวลาออกไปโชว์ พี่ก็จะร้องและก็เล่นกีต้าร์ แล้วก็จะมีปั๊มกับใหม่จากอพาร์ตเมนต์คุณป้า มาช่วยเล่นให้ แล้วก็มีมือกลองชื่อเบิ้ม ซึ่งเป็นรุ่นน้องจากที่ศิลปากรมาช่วย โดยคุณปิ๊บในส่วนโชว์เขาจะมาไม่ได้เพราะเขาเพิ่งแต่งงานไป ส่วนสิงห์ ถ้าบางงานไปโชว์พร้อมๆ กัน เขาก็อาจจะมาแจมกีตาร์สักเพลงหนึ่ง เรียกได้ว่า โชว์ของ Solid State จะคาดเดาไม่ได้เลยว่าวันนั้นจะมีใครบ้าง เพราะอย่างวันแถลงข่าวเปิดตัวอัลบั้มก็ได้พี่โต้ง Save Da Last Piece ซึ่งพี่เขาไม่ได้ช่วยในอัลบั้ม แต่เรารู้จักสนิทกันส่วนตัว ก็ชวนแกว่า พี่โซโล่ให้ผมสักเพลงได้ไหม พี่เขาก็เออ...พี่เล่นเพลงนี้ละกันพี่ชอบ คือผมถึงบอกว่าความตื้นตันอยู่ที่เราไม่ได้เดินคนเดียวอีกต่อไป แล้วทุกคนก็เหมือนจะมั่นใจในสิ่งที่เราทำด้วย
Molekul : สิ่งที่คาดหวังในอัลบั้มชุดนี้ คืออะไร
P : ก็อยากให้ทุกคนได้ฟังกันเยอะๆ ครับ เพราะผมคงจะคาดหวังอะไรออกมาในลักษณะที่เป็นตัวเลขคงจะไม่ใช่ อาชีพผมเป็นนักดนตรี ความคาดหวังของนักดนตรี ก็คืออยากให้คนได้ฟังดนตรี ให้ฟังเพลงที่เราทำ ในแบบที่เป็นพวกเราจริงๆ งานของเรา มันอาจจะเป็นส่วนตัวของเราก็จริง แต่ว่ามันน่าจะมีเรื่องราวต่างๆ ที่ไปถึงผู้ฟังได้ มันไม่ได้เข้าใจยาก อย่างเช่น เพลง Heartbeat ที่มาจากประสบการณ์ส่วนตัวตอนที่ผมไม่สบาย แล้วเรารู้สึกว่าถ้าหัวใจเราเต้นน้อยลงทุกวันอย่างนี้ แล้วเวลาที่เหลือเราอยากใช้มันอยู่กับใคร ?? ซึ่งจริงๆ มันเป็นเพลงรักนะ แต่เป็นมุมมองที่เศร้าหน่อย เหมือนพารานอยนิดนึงว่า เฮ้ย!! ฉันจะตายยังไง แล้วเวลาที่เหลืออยู่ ฉันจะใช้อยู่กับใคร ?? ซึ่งเพื่อนๆ พอได้ฟังเดโมอันนี้ครั้งแรก เพื่อนๆ ทุกคนก็บอกว่าต้องเล่นให้มันสวยงามนะ เล่นเรื่องเศร้าให้มันสวย เลยกลายเป็นว่าหลายๆ คน จะชอบเพลงนี้มาก
Molekul : ท้ายสุด พี่พี อะไรอยากฝากถึงเพื่อนๆ ชาว Songburi ให้ได้รู้จัก พี Solid State ให้มากกว่านี้
P : ความจริงแล้วพี่ก็เป็นคนง่ายๆ นะฮะ พูดน้อย ปกติก็ชอบเล่นกีตาร์อยู่ที่บ้าน มีโอกาสถ้าได้เล่นดนตรี มีเวทีไหนก็พยายามจะไปเล่นตลอด ก็ขอฝากผลงาน Solid State ‘Defenders of the Faith’ นี้ ด้วยละกันนะครับ เพราะว่ามันมีอะไรหลากหลายเลยทีเดียว ที่รอให้คุณมาค้นหา
...................................................................................................................
แน่นอน ‘P - Solid State’ อาจไม่ใช่คนแรกและคนสุดท้าย ที่ก้าวมาถึงจุดของความใฝ่ฝัน...บนโลกนี้มีคนอีกหลายคนสามารถทำให้ความฝันของเขากลายเป็นจริง และก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่ไม่สามารถแม้แต่จะแตะปีกของความฝัน...
แล้วถ้าเป็นเพื่อนๆ ล่ะ จะเลือกเอาอย่างไหน ??

วันที่ : 2008-09-23
อ่านแล้ว : 6955 ครั้ง