Songburi Playground

รวบรวมของฟรี Wallpaper ศิลปินอินดี้ กิจกรรมเกมแจกตั๋ว คอนเสิร์ตอินดี้

Songburi Headphone 4 Game :: by EPSMusic Chill Out : Indy CaféBuddha Bless เทพเจ้าเท้าไฟ GameBe Chanida Valentine Game

Songburi Partner

เพื่อนๆค่ายเพลงอินดี้

  • คลิกเพื่อไปที่ http://www.open-minded.co.th
  • คลิกเพื่อไปที่ http://www.bananamax.net/
  • คลิกเพื่อไปที่ http://screamlabrecords.hi5.com
  • คลิกเพื่อไปที่ http://www.rs.co.th/
  • คลิกเพื่อไปที่ http://www.zydrecords.com/
เพื่อนๆค่ายเพลงอินดี้ของ Songburi

มีผู้ใช้ Online อยู่ 133 คน

ข่าวสารของวงการเพลงศิลปินอินดี้

ราโชมอน - Shin City

Oct
02

เมื่อนักเขียนที่ชอบทำเพลงเป็นกิจวัตร มาพบกันนักร้องสาวบัณฑิตหมาดๆ จากรั้วจามจุรี และเพื่อนสมัยเรียนมัธยมที่มีดีกรีเป็นครูสอนกีตาร์ และเล่นแบ็คอัพให้กับวงต่างๆ... การรวมตัวครั้งใหม่จึงเกิดขึ้น พร้อมๆ กับแนวเพลงแปร่งหู ที่พวกเขาให้คำจำกัดความว่า Jazz & Rock ซึ่งคิดน่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาทำมากที่สุด และงานเพลงที่มีเนื้อหาชวนให้ขบคิด จนสำเร็จขึ้นเป็นอัลบั้ม Shin City (ชิน ซิตี้)

‘ราโชมอน’ เป็นชื่อวงดนตรี ที่ใช้ชื่อเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่น โดยได้ชื่อมาจากหนังสือเล่มโปรดของ สิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล (หัวหน้าวง) ผลงานของนักเขียนชาวญี่ปุ่น ‘อาคุตะงาวะ ริวโนะสุเกะ’ ที่ได้นำชื่อประตูในเมืองโตเกียว มาตั้งเป็นชื่องานเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวและให้แง่คิดผ่านหนังสือถึงการมองความจริงของเหตุการณ์ๆ หนึ่ง จากมุมมองต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป

และ ‘รินดา’ คือ ซิงเกิ้ลแรกที่ถูกปล่อยแทรกตัวออกมาจากเพลงทั่วไปตามท้องตลาด โดยมีเนื้อหาเสียดสี ประชดสังคมเกี่ยวกับค่านิยมของผู้หญิงในยุคสมัยนี้ ที่เราๆ ท่านๆ สามารถนำไปขบคิดกันต่อได้ พร้อมเสียงดนตรีที่ผสมผสานในสไตล์ Jazz & Rock ซึ่งหากใครกำลังสงสัยใคร่อยากจะรู้จักกับวงๆ นี้มากขึ้น ติดตามได้ที่บรรทัดต่อไปได้เลย...

แนะนำตัวกันหน่อย
Rhashomon : สวัสดีค่ะ ชื่อฟ้า-ธิราภรณ์ มิ่งเมือง นักร้องนำวงราโชมอนค่ะ
ชื่อโอ๊ต-วศิน ทวีทรัพย์ เป็นมือกีตาร์วงราโชมอนครับ
สิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล มือเบส และคนแต่งเพลง วงราโชมอนครับ

ที่มาที่ไป Background ของแต่ละคน
สิงห์ : ผมชอบเล่นดนตรีมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้วครับ ตอนแรกก็มีตั้งวงกับเพื่อนๆ แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก เพราะช่วงนั้นผมมีความสนใจอยู่หลายด้าน ที่ผ่านมาก็ได้ทำงานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเขียนหนังสือ ทำงานด้านพัฒนาสังคม จนในที่สุดหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยมา ก็เหลือเรื่องดนตรีนี่แหละ ที่คิดว่ายังไม่ได้ทำให้สุดๆ ในชีวิต ก็เลยเริ่มจับงานเพลงจริงจังมาตั้งแต่ตอนเรียนจบ ใช้เวลาทั้ง 2 ปี รวบรวมสมาชิกวง แต่งเพลงใหม่ ส่งค่าย ซึ่งก็ใช้เวลามาถึงตอนนี้ได้ครับ
ฟ้า : สำหรับฟ้าเอง ช่วงที่เข้ามาร่วมงานกับพี่สิงห์ตอนนั้นยังเรียนอยู่ที่จุฬาฯ ตอนนั้นเป็นนักร้องนำวงดนตรีของคณะรัฐศาสตร์ค่ะ ซึ่งเราก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นแฟนงานเขียนของสิงห์ แล้วได้ไปเห็นพี่สิงห์โพสต์ในบล็อคว่ากำลังหานักร้องอยู่ ตอนนั้นได้ฟังเดโมเพลงที่พี่สิงห์โพสต์ขึ้นไว้ ก็รู้สึกสนใจในเพลงของพี่สิงห์เหมือนกัน เลยลองส่งเดโมเพลงที่เราร้องไปให้เขาฟัง จากนั้นก็ได้รับการติดต่อให้ไปออดิชั่น แล้วก็มาร่วมงานกันค่ะ
โอ๊ต : ตัวผมเองนี่ แทบจะพูดได้ว่าเกิดมาเป็นนักดนตรี เพราะตอนเด็กๆ โดนพ่อบังคับให้ไปเรียนกีตาร์ ที่ยามาฮ่า พอโตมาก็อยากเล่นดนตรีร็อคก็มีวงเล่นกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นช่วงเดียวที่ผมเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันกับสิงห์ ก็เห็นว่าเล่นดนตรีกันอยู่ พอขึ้นมหาวิทยาลัยผมก็เลือกเรียนคณะดนตรี ที่ ม. รังสิต ก็ได้ฝึกอะไรมาเรื่อยมา ทำให้จากที่ตอนเด็กๆ เล่นดนตรีสนุกไปวันๆ ก็เริ่มเปลี่ยนความคิดว่า จริงๆ แล้วดนตรีมันมีสาระมากกว่านั้น จบมาก็มีโอกาสได้เป็นครูสอนกีตาร์ เป็น Sound Engineer และเล่นแบ็คอัพให้กับวงต่างๆ จนวันหนึ่งได้บังเอิญมาเจอสิงห์เขา เขาก็ชวนให้มาเล่นด้วยกัน

สิงห์ ถูกอกถูกใจอะไรทั้งสองคนนี้ค่ะ ถึงได้ชวนมาร่วมวงด้วย
สิงห์ : อย่างนักร้องช่วงนั้นก็มีคนส่งเดโมมาให้เราคัดกันพอสมควร ไม่ได้เยอะจนเกินไป หรือไม่ได้น้อยจนอายชาวบ้านเขา ในใจผมอยากได้นักร้องผู้หญิงอยู่แล้ว ซึ่งนักร้องผู้หญิงในตอนนั้นก็มีหลายคน และส่วนมากก็ส่งเดโมเพลงป๊อบมาให้ฟัง แล้วฟ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ผมรู้สึกว่าเขาเหมือนมีคาแรคเตอร์บางอย่างอยู่ในเพลงป๊อบนั้น เหมือนจะดึงออกมาได้ ก็เลยสนใจอยากลองลุยต่อว่าคนนี้จะไปถึงไหนได้ ก็เลยเรียกมาออดิชั่น ลองให้ร้องเพลงของตัวผมดู ปรากฏร้องออกมาได้ชอบมากก็เลย ก็โอเค ลุย!! แต่พอเรามีนักร้องแล้ว ปัญหาอีกอย่างก็คือกีตาร์ ซึ่งผมเล่นไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ ก็เหมือนกับโชคชะตาฟ้าส่งไปเจอกับโอ๊ตที่เดินอยู่ในร้านเครื่องดนตรีพอดี เลยลองคุยกันดู ตอนแรกก็เหมือนแบบลองๆ ดูกันก่อน เขาก็ไม่แน่ใจว่าอยากเล่นกับผมหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะเล่นกับผมได้หรือเปล่า แต่พอลองไปสักพัก มันก็เข้ากันดี ซึ่งเขาก็เข้าใจความต้องการของผมว่าอยากได้อะไร เลยได้มาร่วมวงกัน

ใช้เวลาทำอัลบั้มนี้นานแค่ไหน
สิงห์ : ฟอร์มวงกันประมาณปีหนึ่ง คือ ของฟ้าเราเจอกันเมื่อกันยาปีที่แล้ว ส่วนโอ๊ตเจอกันเมื่อประมาณปลายปี ที่แล้ว โดยก่อนหน้านั้นผมก็แต่งเพลงเองมาประมาณปีหนึ่งแล้ว ซึ่งสำหรับตัวผมเองในอัลบั้มชุดนี้ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2 ปีครึ่งครับ ส่วนคนอื่นๆ ก็ใช้เวลาประมาณปีหนึ่ง

ความยากง่ายในการทำอัลบั้มชุดนี้ กระบวนการทำงานของแต่ละคนเป็นอย่างไร
สิงห์ : คือตอนแรกผมจะเริ่มมาจากโครงเพลงก่อน ซึ่งแต่งเนื้อมาแล้ว แต่อาจจะยังแต่ไม่จบ ก็เอามาใส่กลอง (โดยกลองในอัลบั้มนี้มาจากคอมพ์ล้วนๆ) แล้วก็กดเมโลดี้คาราโอเกะหมอลำ เสียงแบบว่าออร์แกน มาให้ซาวน์ดูว่าเนื้อร้องเป็นอย่างนี้นะ ซาวน์กลับไปเช็คคีย์ดูว่าคีย์นี้โอเคหรือเปล่า สูง-ต่ำไปไหม หลังจากนั้นพอกลองเสร็จแล้ว คีย์ได้แล้ว ผมก็จะเริ่มมาดูคอร์ดว่ามันควรจะเป็นอะไรอย่างไง แล้วก็อัดเบสเข้าไป แล้วก็ทำพาร์ทเปียโนด้วย แต่ว่าอาจจะยังไม่เสร็จก็ส่งให้โอ๊ตฟังว่า ควรจะแก้ตรงไหนไหม กีตาร์จะใส่ตรงไหนดี โดยรวมงานจะเริ่มจากผมวางรากฐานก่อน แล้วก็เอาไอเดียของแต่ละคนมารวมกัน
ฟ้า : พอฟ้าได้รับโครงเพลงและเมโลดี้หมอลำมา (หัวเราะ) ก็ต้องมาวุ่นวายกับตัวเอง อย่างแรกคือจะต้องเอาเนื้อร้องซึ่งเป็นคำสละสลวยของพี่สิงห์ มาตีความ ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าอารมณ์ตรงไหนเป็นอย่างไร ซึ่งพี่สิงห์ก็จะคอยดูเหมือนกับคุมร้องตลอดเวลาว่าเอาอารมณ์แบบนี้ๆ นะ เรียกว่าเราก็ต้องไปทำการบ้านเยอะๆ ค่ะ
สิงห์ : ในบางครั้งฟ้าคิดมาดีผมก็ปล่อยไปเลย
โอ๊ต : ส่วนในพาร์ทกีตาร์ พอสิงห์ส่งมา เขาก็จะคุยกับผมบอกอารมณ์คร่าวๆ มา มากกว่าที่จะคิดเป็นโน๊ตมาเลยว่าควรจะเล่นอะไรอย่างไร คือ เขาจะค่อนข้างปล่อยอิสระให้กับผมในเรื่องนี้ ซึ่งพอผมได้มาก็ต้องมานั่งฟังก่อนหนึ่งวันเต็มๆ แล้วพยายามแกะคอร์ด เสร็จปุ๊บอีกวันหนึ่งก็เริ่มเคลียร์กับตัวเองให้ได้ ว่าควรจะอัดอย่างไร ควรจะทำอย่างไร วิธีอย่างไร ซึ่งถ้าผมอัดไปแล้วไม่โดน ก็มีบางทีที่กลับมาแก้กัน
สิงห์ : โอ๊ตเขาจะเข้าใจเพลงนะ เขาจะดูก่อนว่าเพลงนี้ต้องการกีตาร์ไหม ถ้าต้องการกีตาร์ก็ใส่เต็มที่เลย แต่ถ้าเขารู้ตัวว่าตรงไหนพอแล้ว ควรมีกีตาร์นิดเดียว หรือไม่ต้องมี เขาก็ไปอยู่ข้างหลังเลย นี่เป็นข้อดี ซึ่งอาจเพราะด้วยนอกจากความที่เขาเป็นมือกีตาร์แล้ว เขาก็ยังเป็น Sound Engineer ด้วย เลยเข้าใจว่านอกจากกีตาร์แล้ว พอทุกอย่างมายำรวมกัน อะไรมันถึงจะพอดี

เพลงของราโชมอนเป็นเพลงสไตล์ไหนค่ะ
ฟ้า : ถ้าในแง่ของดนตรีนะค่ะ ก็จะเป็นแนวเพลงแจ๊สผสมกับแนวเพลงร็อค เพราะไม่มีเพลงไหนในอัลบั้มที่บอกได้ว่าอันนี้เป็นแจ๊สจ๋านะ อันนี้เป็นร็อคที่สุดนะ คือจะเป็นการรวมๆ ผสมๆ กันมากกว่า ส่วนในเรื่องของเนื้อหา เพลงของเราส่วนใหญ่จะเน้นเพลงที่สะท้อนสังคมค่ะ แต่ละเพลงก็จะเป็นเรื่องราวสั้นๆ ที่แสดงให้เห็นสังคมของเรา ชีวิตของเมืองที่เราอยู่ทุกวันนี้

แล้วตั้งใจจะสื่อสารอะไรผ่านอัลบั้มชุดนี้
สิงห์ :
อยากให้มองดนตรีแบบใหม่ ว่ากฏเกณฑ์ที่เราอาจจะเคยรู้มาว่าท่อนฮุคแล้วต้องตามด้วยท่อนนี้ มันอาจจะไม่จริงก็ได้ แล้วอีกอย่างคือเพลงของเราเป็นเพลงที่กระตุ้นให้คนได้คิด แล้วเนื้อเพลงก็พูดถึงปัญหาสังคม ในแง่ที่ไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงถึงใคร แต่พูดในแง่ว่าคุณเคยคิดเรื่องนี้บ้างไหม ถ้าคิดแล้วคิดอะไรต่อได้บ้าง ประมาณนี้ครับ

ถ้าพูดถึงราโชมอน อยากให้คนเขาคิดถึงเราในแง่ไหน
สิงห์ : อยากให้เขานึกถึงเพลงที่ไม่ใช่เพลงฟังสบาย เป็นเพลงที่ฟังแล้วคิด
ฟ้า : ฟังแล้ว สามารถทำให้คุณเกิดแรงบันดาลใจ ทำให้คุณสามารถทบทวนทัศนคติ ที่กำลังมีอยู่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ได้ เพราะเพลงของเราไม่ได้ฟันธงว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดี ไม่ได้บอกว่าห้ามทำโน่น แล้วให้มาทำนี่ แต่ว่าให้ฟังแล้วคิดเอง
สิงห์ : นั่นคือในแง่ของเนื้อหา ส่วนในแง่ของดนตรีเราเชื่อว่ามัน Unique มากๆ ในสิ่งที่พวกเราคั้นมันออกมา ในประเทศไทยไม่น่าจะมีใครเหมือนแล้ว เราอยากให้เขาจดจำเราในฐานะของวงดนตรีวงแรกที่ทำดนตรีแบบนี้แล้วกัน

อะไรเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงในแง่มุมแบบนี้ของราโชมอน
สิงห์ : ก็มีตั้งแต่หนังสือที่ผมเขียนเอง ผมลองเอาประเด็นที่เคยพูดในหนังสือ ลองเอามาพูดในเพลงดู ไม่จำกัดแค่จะต้องพูดแต่เรื่องความรัก ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเพลงที่ไม่ได้พูดถึงความรักต้องกลายเป็นเพลงเพื่อชีวิตโดยอัตโนมัติ (หรือเปล่า?) ผมแค่รู้สึกว่า เพลงที่พูดเรื่องความรัก มันมีอยู่เยอะมากและคนพูดถึงมันทุกแง่ทุกมุมแล้ว ซึ่งเราก็คงแต่งไม่ได้ดีไปกว่าเพลงที่เขามีอยู่แล้ว จึงอยากลองพูดในแง่มุมต่างๆ ที่ยังไม่มีใครได้แต่งมาบ้าง ที่สำคัญเราก็ได้เห็นตัวอย่างจากวงรุ่นพี่ ที่ทำให้พวกเรามีกำลังใจในการแต่งเพลงพวกนี้มากๆ เลย นั่นก็คือ ‘วงอพาร์ตเมนต์คุณป้า’ เพราะเราได้เห็นว่า เฮ้ย!! คนก็ชอบเหมือนกันนะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คนก็คงคิดว่ามันขายไม่ได้หรอก ทำให้เรารู้ว่าตลาดไทยก็เริ่มยอมรับสิ่งแปลกใหม่ได้มากขึ้น ก็เลยมีกำลังใจในการแต่งเพลงแบบนี้ออกมา

แล้วได้มีโอกาสไปเจอแฟนเพลงบ้างหรือยัง ฟีดแบ็คเป็นอย่างไรบ้าง
สิงห์ : ก็ไปเล่นตามผับ บาร์ ทั่วไป และก็มีงานใหญ่ที่เพิ่งเล่นไป คือ Melody of Life ซึ่งหวังว่าปลายปีนี้จะได้เล่นเล็ก ชิ้น สด ของแฟต และก็จะได้เล่นงาน Fat Fest.นอกจากนั้นก็มีงานต่างๆ ที่ทางค่ายเขาจัดให้ ซึ่งพวกเราก็ยินดีเต็มที่ไม่ว่างานเล็กแค่ไหนก็เอา ตอนนี้เราอยากลับฝีมือให้เต็มที่ เพราะคิดว่าการทำเพลง เขียนเพลง ก็เป็นศาสตรสายหนึ่ง  Sound Engineer ก็เป็นศาสตร์อีกสายหนึ่ง ซึ่งพอมาเรื่องเล่นสดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย คือมันต้องฝึกกัน เพราะเล่นสดมันพักไม่ได้ มันต้องเอาให้เต็มที่ตรงนั้น ทำให้คิดว่าเรา 3 คน คงต้องหาเวลาไปออกกำลังกายกันบ้าง (หัวเราะ)
ฟ้า : สำหรับฟีดแบ็คจากแฟนๆ ก็มีบ้างแล้วค่ะ คือว่างๆ ฟ้าก็จะชอบนั่ง Search กูเกิ้ลดูชื่อวงเราว่ามีใครเขียนถึงพวกเราอย่างไรบ้าง ก็ไปเจอ hi5 ของน้องๆ ที่อาจจะเป็นแฟนงานเขียนของพี่สิงห์ หรือเป็นแฟนราโชมอนที่เคยไปดูเราเล่นสดมาอย่างนี้ เขาก็ขึ้นใน Status ว่า ‘ราโชมอน รินดา’ ส่วนตรง about me ก็เป็น MV ของพวกเรา เป็นเบื้องหลังเอ็มวี ใน You Tube ที่เราเอาเพลงใส่เข้าไป ซึ่งยังไม่มีภาพพวกเรา แล้วก็มีคลิป embed ของพวกเรา จาก imeem ก็เอาไปใส่ใน Hi5 ของตัวเอง แบบพรีเซ็นต์ให้วงเราเต็มที่เลย
สิงห์ : ของผมก็มีพี่ๆ รุ่นใหญ่เข้ามาทักทายให้กำลังใจ ว่าชอบเพลงของพวกเรามากเลย เราก็เลยได้กำลังใจที่ดีมากๆ  เลยครับ

อยากให้แนะนำเพลงในอัลบั้มให้รู้จักกันหน่อย
ฟ้า : ของฟ้าก็จะเป็นเพลง ‘Too Long’ นะคะ ที่ชอบเพราะเป็นเพลงเย็นๆ ในอัลบั้ม เพราะถ้าใครฟังอัลบั้มทั้งหมดแล้วจะรู้ว่าเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มจะเป็นเพลงร้อนซะส่วนใหญ่ เนื้อหาจะเศร้าๆ เย็นๆ กล่าวถึงการเมืองของประเทศไทยช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ส่วนอีกเพลงหนึ่งที่อยากแนะนำก็คือ เพลง ‘นิราศสมชาย’ เป็นเพลงที่หัวหน้าวงของเราร้องค่ะ ยาวมากทั้งหมด 17 Verse ยาว 8 นาทีคะ
โอ๊ต : ของผมจะมีเพลงที่ผมแต่งเองในอัลบั้มชื่อเพลง Mirror เป็นเพลงที่มีแต่ทำนองไม่มีเนื้อร้อง ซึ่งความหมายของมันก็คือกระจก และตัวกระจกที่ผมจะกล่าวก็คือทีวี เพราะผมรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้วัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ชอบทำอะไรเหมือนทีวีเลย ก็เปรียบได้เหมือนว่าตัวเขาเองก็เป็นกระจก ตัวทีวีก็เป็นกระจก สะท้อนกันไปสะท้อนกันมา และอีกเพลงหนึ่งที่ตอนนี้ชอบมากเป็นพิเศษ เป็นซิงเกิ้ลถัดไปที่จะแนะนำให้ได้ฟังกัน คือ Stardust หรือ ละอองดาว เพราะผมได้มีโอกาสได้ใช้เวลากับมัน และแต่งขึ้นมาใหม่ในเวอร์ชั่นอะคูสติก ทำให้ชอบเพลงนี้มากเป็นพิเศษ
สิงห์ : ความจริงมันก็ลูกสาวผมทุกเพลงนะ แต่เพลงหนึ่งที่อยากจะแนะนำในวันนิ้ ซึ่งเป็นเพลงที่ผมแต่งมาเป็นเพลงที่ส่วนตัวมากๆ ชื่อเพลงว่าหน้ากาก เนื้อหาของมันเปรียบเทียบกับคนเราที่มีคนรู้จัก มีฐานะทางสังคมมากมาย จนบางครั้งเกือบลืมไปแล้วว่า เวลาอยู่ตัวคนเดียว คนที่ไม่มีใครรู้จักเลย คนๆ นั้นมันคือใครกันแน่ ซึ่งก็เป็นเหมือนกับหน้ากากที่ใส่กันทุกคน ใส่กันตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ยอมรับ ทุกคนที่มองเห็น ก็เลยเป็นเพลงที่เศร้ามากและมีความกดดันอยู่ในเพลงค่อนข้างมากครับ อยากให้ได้ลองฟังดูครับ

ความคาดหวังต่ออัลบั้มชุดนี้อย่างไร ในขณะที่วงดนตรีออกอัลบั้มมาเยอะเหลือเกิน
สิงห์ : ก็ที่ทำแปลกอย่างนี้ ก็เพราะว่าวงดนตรีมันออกมาเยอะนี่แหละครับ เพราะว่าถ้าออกมาเยอะแล้ว ทำเหมือนๆ กัน มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรใช่ไหม เราก็เลยฉีกไปเลย ถึงแม้ว่าคนฟังจะไม่เยอะเท่ากับตลาดเพลงป๊อบ ร็อค หรืออะไร แต่เราก็เชื่อว่าจะมีกลุ่มคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้จริงๆ เพราะว่าหาฟังจากที่อื่นไม่ได้แล้ว
ฟ้า : สิ่งที่คาดหวังก็คือ อยากให้คนชอบ เพราะคิดว่าใครที่ได้ฟังเพลงในอัลบั้มชุดนี้แล้ว ถ้าชอบก็จะชอบไปเลย ซึ่งแค่มีคนชอบและตั้งใจฟังเพลงเรา เข้าใจเพลงของพวกเรา เข้าใจดนตรีของพวกเรา ก็ดีใจแล้วค่ะ

ช่วงนี้สังคมเราถูกปัญหาต่างๆ รุมเร้ามากมาย อยากให้เสนอไอเดียแก้ปัญหาเหล่านี้หน่อย
สิงห์ : ผมแนะนำให้ไปเก็บอึหมากันครับ เพราะว่าหลังจากที่ผมได้ลูกหมามา 2 ตัว ผมได้เรียนรู้ครั้งแรกว่าความรู้สึกของการเก็บอึหมาแล้วไม่ได้หวังอะไรจากมันแล้วก็รักมันอยู่ดี มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ เหมือนกับการรักอะไรสักอย่าง การดูแลชีวิตอีกชีวิต ซึ่งไม่หวังผลอะไรเลย มันคงเหมือนกับตอนที่พ่อแม่รู้สึกกับพวกเราตอนเด็กๆ มั้งครับ ซึ่งผมว่าถ้าคนเราเข้าใจสิ่งนี้ได้ ผมว่าจิตใจเราจะอ่อนขึ้นกว่าเดิมเยอะ แล้วอาจจะทำให้ปัญหาต่างๆ นั้น ดูเป็นเรื่องเล็กลงไปได้ เพราะอย่างนั้นไปเก็บอึหมากันดีกว่าครับ
ฟ้า : ส่วนฟ้าอยากฝากทุกคนที่เสพสื่อสมัยนี้ เมื่อได้รับเรื่องราวอะไรต่างๆ แล้ว อย่าเพิ่งมี Reaction (ให้ไปเก็บขี้หมาก่อน) อยากให้ใจเย็นๆ ก่อน อยากให้อยู่กับตัวเองเยอะๆ คิดให้มากๆ หน่อย ว่าจริงๆ แล้วเราทำอะไรอยู่ เราต้องการอะไร อย่าเพิ่งไปเชื่ออะไรใครเขามากมาย ให้เราลองมา Concentrate กับสิ่งที่ตัวเองคิดว่าอะไรเป็นเป้าหมายของชีวิตของตัวเอง ดีกว่าที่จะไปตามกระแส หรือไปตามอะไรที่ทำให้มันไม่เกิดประโยชน์ต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่นค่ะ
โอ๊ต : ของผมก็คล้ายๆ กับของฟ้า คืออยากให้แต่ละคนหันมาดูแลคนรอบข้างด้วย เพราะนอกจากตัวคุณเองแล้ว คุณยังมีพ่อ แม่ หรือปู่ ย่า ตา ยาย ด้วยนะ ทำอะไรก็ให้คิดถึงเขาเหล่านั้นบ้าง อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตแบบมีจุดมุ่งหมายและก็มีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวมด้วยครับ

สุดท้ายอยากฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ชาว Songburi บ้าง
สิงห์ : ก็จริงๆ ราโชมอนก็ไม่ได้หลงตัวเองว่าเก่งกาจกว่าคนอื่นนะครับ แต่ว่าเราเชื่อว่างานนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวงเราที่ไม่น่าจะมีใครเหมือน ถ้าใครรู้สึกว่าเพลงที่เราเพิ่งฟังไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มันซ้ำไปซ้ำมา คล้ายกันไปคล้ายกันมา ก็อยากให้ลองเปิดโอกาสให้แนวทางใหม่ๆฟังเพลงของพวกเราดูนะครับ และถ้าฟังแล้วชอบ ผมก็มั่นใจว่าจะชอบยาวเลย แต่ถ้าฟังแล้วไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เพราะมันก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยากได้สิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ประหลาดๆ ขนาดนี้ แต่ก็ขอให้เปิดโอกาสให้กับวงดนตรีที่ทำออกมาโดยไม่เกรงกลัวกระแสวงหนึ่งบ้าง
ฟ้า : อัลบั้มของเราก็วางแผงกันไปแล้วนะค่ะ อยากให้ช่วยติดตามด้วยค่ะ หรือใครอยากจะลองฟังก่อนว่าเพลงในอัลบั้มเป็นอย่างไร สามารถเข้าไปฟังได้ที่ myspace ค่ะ (www.myspace.com/rhashomonband ) แล้วก็ที่เว็บของ  www.spicydisc.com  ด้วยค่ะ

 
 

 

Editor : Kullapass Angamorn
Photographer : Kullapass Angamorn

 

วันที่ : 2009-10-02
อ่านแล้ว : 6708 ครั้ง

 

 

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ
*

อีเมล์
*

ความคิดเห็น
*



รูปยืนยัน™

 

Songburi Scoop เรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับเพลงอินดี้

Scoop

 
Lipta

Artist On Frame

Lipta

“แทน – ธารณ ลิปตพัลลภ” และ “คัตโตะ - อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุล” 2 หนุ่ม 2 สไตล์ ที่มารวมตัวกัน โดยมี “เสียงเพลง&rdquo ...
 
ยังไม่จบอ่านต่อ ...
 

Songburi Chart อันดับเพลงอินดี้

Tuning Chart