Mola Mola Sunshine ภาพยนตร์ Nuvo อะคูสติก Spicydisc อพาร์ตเมนต์คุณป้า Concert Fat Festival 8 Activity Tiger Translate แฟต เฟสติวัล Songburi คอนเสิร์ต Friday Groove Riders เสนาหอย Scrubb Tk Park Good September Party Knock The Knock Sony Bmg สนามหลวง Fat Festival ต้า สมิทธ์ Flure Mv จุ๋ย จุ๋ยส์ ฟิล์ม รัฐภูมิ คาราบาว Lula อัลบั้มใหม่ Circle 22 Mild Crescendo
เมื่อย-บอล วง Scrubb![]()
"
ฉันไม่เคยเจอใคร ไม่ขวา ไม่ซ้าย ไม่สมบูรณ์ไป
ไม่มองแง่ร้าย หรือ เอาแต่ใจ แต่มีอะไรไม่ธรรมดา
ฉันไม่เคยเจอใคร ไม่เร็วไม่ช้า ไม่น้อยเกินไป
แต่มีอะไรที่ดีกว่าใคร ลงตัวกับใจอยู่กันได้พอดี ...
"
(',) ลองหลับตาดู แล้วฮัมเพลงนี้ในใจอีกครั้ง............ (อ๊ะๆ กำลังคิดถึงใครกันอยู่เอ่ย ?!?)
MOOD…นับเป็นอัลบั้มที่ออกมาสร้างความสดชื่นและความกระชุ่มกระชวยให้คนฟังได้ไม่น้อยเลย กับภาษาเพลงในสไตล์ Brit pop ที่สื่อออกมาง่ายๆ ฟังสบายๆ ตามสไตล์ 2 ของหนุ่มอารมณ์ดี ‘เมื่อย-ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ’ และ ‘บอล-ต่อพงศ์ จันทบุปผา’ แห่งวง Scrubb
ซึ่งใครก็ตามที่ติดตามงานเพลงของ Scrubb มาอย่างต่อเนื่อง คงจะถูกอกถูกใจไปตามๆ กัน หลังจากรอคอยอัลบั้มชุด Mood นี้ กันมานานถึง 2 ปีเต็ม โดยที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรือความตั้งใจของ 2 หนุ่มหรือเปล่า แต่หากเราย้อนกลับไปดู ตั้งแต่ผลงานอัลบั้มชุดแรก Scrubb (ที่มีชื่อเดียวกับชื่อวง) จนมาถึงอัลบั้ม Club และอัลบั้ม Mood นี้ ระยะเวลาของแต่ละอัลบั้มห่าง 2 ปี พอดีเป๊ะเลย
แล้ว 2 ปีที่ห่างหายไปพี่บอลและพี่เมื่อยเขาไปทำอะไรกันบ้าง การทำงานอัลบั้ม Mood นี้ เขาบ่มเพาะกันมีที่มาที่ไปอย่างไร เรามาฟังจากคำบอกเล่าของพวกพี่ๆ เขา กันเลยล่ะกัน
Molekul: ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาพี่ 2 คนทำอะไรกันบ้าง
บอล : ผมค่อนข้างจะชัดเจนกับตัวเองมากเลย คือ มีปีหนึ่งที่ผมเน้นไปเลยว่า ‘ทำงาน’ อย่างเดียว ซึ่งงานก็จะเป็นพวกงานโปรดักชั่น ทำงานเบื้องหลังให้กับศิลปินคนอื่นๆ แต่ก็มีเวลาว่างบ้างเหมือนกัน ที่อาจจะไปเล่นดนตรี หรือทำเพลงเล่นบ้าง แต่เวลาที่ผ่านมาส่วนใหญ่ของผมจะหมดไปกับการทำงานประจำครับ
เมื่อย : ของผม ก็จะมีไปช่วยงานที่บ้านบ้าง แต่ก็พยายามเฟดๆ ออกมาเรื่อยๆ ครับ แล้วก็มาเริ่มทำงานเรื่องวาดรูปด้วย โดยช่วงก่อนที่จะทำ Mood ผมก็คิดงานตรงนั้น เพราะผมคิดว่าผมเหมาะจะทำงานอะไรที่ต้องจบด้วยตัวเองมากกว่า
Molekul: เพิ่งรู้ว่าพี่เมื่อยวาดรูปด้วย เป็นแนวไหนคะ
เมื่อย : งานของผมจะเป็นแนววาดเส้น ซึ่งพอวาดออกมาก็จะลองให้เพื่อนๆ และพี่บอลช่วยดู เพราะเอาเข้าจริงๆ รายได้ของนักดนตรีมันไม่แน่นอน คือ มันจะมีช่วงที่เราไม่สามารถเล่นไปด้วย คิดงานไปด้วยได้ ซึ่งงานวาดรูปนะสามารถทำได้ทุกที่ และก็สิ่งที่ผมชอบอยู่แล้ว ก็เลยลองดู พยายามจะทำให้มันหากินได้อยู่ครับ

Molekul: กลับมาที่งานเพลงอัลบั้ม Mood กลับมาคราวนี้มีอะไรมาฝากแฟนเพลงบ้าง
บอล : หลักๆ ก็คงเป็นเพลงแหละครับ ชุดนี้ก็เป็นชุดที่สามแล้ว ซึ่งก็มีความแตกต่างจาก 2 ชุดที่ผ่านมา คือ อย่างในชุดแรกจะเป็นอะไรที่เราครีเอทีฟกันเยอะมาก แต่จะอ่อนในเรื่องการจัดการ นั่นเพราะเรายังใหม่อยู่ พอชุดที่ 2 ก็ดีขึ้น เราปรับตัวได้มากขึ้น พอมาในชุดนี้ อาจด้วยเพราะผมกับเมื่อยเริ่มอยู่ในวงการนี้นานขึ้น แล้วผมก็ทำงานในสายธุรกิจเพลงมานาน ก็จะรู้ในส่วนของการจัดการ ในเรื่องของตลาด หรืออะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น โดยที่งานครีเอทีฟก็ยังเป็นสิ่งที่เราชอบ และยังทำอยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือการวางแผน การจัดการที่เป็นระบบ อย่างในชุดนี้ CD ของ Scrubb ไม่ได้เป็น CD ธรรมดา แต่อยู่ในรูแบบของ ICD ที่ประกอบไปด้วยอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เพลง มิวสิควีดีโอ หนังสั้น รวมถึง Content ต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่พวกผมทดลองทำกันดู อีกทั้งด้วยความที่อัลบั้ม Mood เป็น EP 5 เพลงด้วย คำถามต่างๆ ก็เลยมีเข้ามามากมาย แต่ผมกล้าพูดได้เลยว่า สิ่งที่เราทำอยู่ภายใน ICD ของเรา เราตั้งใจ และคิดว่ามันสามารถชดเชยแทนอีก 5 เพลงได้ บวกกับราคาที่เราตั้งไว้ มันก็ลดลงจากราคาปกติเดิมด้วย
เมื่อย : ผมมองแค่ว่า 5 เพลง หรือ 10 เพลง มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ ใครจะไปรู้ อีกหน่อยมันอาจจะเป็น Format ที่ว่า EP คือ 5 เพลง ในราคาเท่านี้ มาตรฐานอย่างนี้ก็ได้ ซึ่งบางทีเมื่อคนในวงกว้างยอมรับ คนฟังอาจจะรู้สึกก็ได้ว่า ถึงมีแค่ 5 เพลง ก็คุ้มแล้ว แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ได้สรุปว่าสุดท้ายมันต้องเป็นแบบนี้นะครับ
บอล : มันเป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องทำให้คนฟังเขารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ซึ่งผมว่าจุดนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับจำนวนเพลงแล้วล่ะ มีอัลบั้มละ 10 เพลง ตั้งเยอะแยะที่เจ๊งไป ผมว่าความสำคัญมันอยู่ที่ว่า คุณใส่ใจในตัวงานของคุณแค่ไหน คุณให้อะไรกับเขาในราคาที่เขาจ่ายมาต่างหาก
Molekul: การทำงานกับ 5 เพลงนี้เป็นอย่างไรบ้าง
บอล : ทุกอย่างมันเป็นไปตามธรรมชาติของเพลง คือผมไม่ได้มองในเรื่องของเนื้อเพลงก่อน แต่ผมจะมองในเรื่องโทนของดนตรีก่อน นั่นคือ ผมพยายามทำให้ 5 เพลง มีความแตกต่างในแง่ของดีเทล ซึ่งกลิ่นของมันไม่ควรจะซ้ำกัน ยิ่งมีแค่ 5 เพลงด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควร พอเราทำไปสัก 3 เพลงแล้ว ก็กลับมาคิดว่ายังมีอะไรอีก 2 ที่อยากจะทำแล้วยังไม่ได้ทำ พอเสร็จจากตรงนั้นแล้วค่อยกลับมาดูดีเทลที่เมื่อยอีกที ว่า Theme ของเรื่องมันซ้ำหรือเปล่า เราควรจะกระจายคำพูดหรือความคิดอย่างไง คือผมจะไม่พยายามเอาการจัดการมานำ แต่จะใช้ Sense ความรู้สึกของเรา ว่าถ้าเป็นผมแล้วผมอยากจะฟังอะไร คือ จะทำเพลงในสิ่งที่ตัวเองต้องการ อยากจะฟังออกมา
Molekul: ได้มีการพูดคุย วางคอนเซ็ปต์กันไว้ก่อนหรือเปล่า ว่าจะเริ่มอะไร อย่างไร
บอล : ไม่ครับ กับเมื่อยผมจะไม่เอาการจัดการไปยุ่งเลย จะปล่อยให้เขาได้คิด เพราะผมว่าการที่เราเอาอะไรไปตีกรอบความคิดมันตั้งแต่แรกแล้วเนี่ยะ มันก็จะมีแต่เรื่องเดิมๆ น่าเบื่อนะ แต่พอหลังจากปล่อยให้เขาได้คิดมาสเต็ปต์หนึ่งแล้ว ผมค่อยเอามาจัดการกัน คือเราไม่ถึงกับปล่อยปละ โอ้ย!! ครีเอทีฟ คิดมาเถอะ เอาหมด ไม่ใช่ แบบนั้นบางทีมันก็สะเปะสะปะเหมือนกัน แต่อย่างไงก็ตามครีเอทีฟก็ยังต้องมาก่อน แล้วค่อยเอาการจัดระเบียบ การวางระบบมาดูแล ซึ่งผมเชื่อว่างานที่ออกมาก็จะได้ทั้งความสดและงานมีระบบระเบียบที่ดี ซึ่งพอต่อจากผมพี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล) ก็จะมารับช่วงต่อ คือ การจัดการในห้องอัด 100%
Molekul: ทำงานกับพี่ฟั่นเป็นอย่างไงบ้าง
บอล : เข้มข้นครับ (หัวเราะ) แต่ถ้าไม่นับว่าเขาเป็นโปรดิวเซอร์แล้ว เขาก็เป็นเหมือนพี่เราคนหนึ่ง คือโดยนิสัยแล้ว เขาจะเป็นคนเรื่อยๆ เปื่อยๆ สบายๆ แล้วก็มีความเป็นเด็กอยู่ในตัวสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน พี่ฟั่นเองก็จะมีความเป็น Professional ในแง่ของนักดนตรีมากเช่นกัน คือต้องยอมรับเลยว่าเรื่องบางเรื่อง หรือไลน์บางไลน์ หรือวิธีคิดบางอย่าง มันเกินจากความสามารถของเราไปแล้ว แต่เขาก็ยังคิดได้ ซึ่งเขาจะรู้ว่าจะทำต่อจากงานที่ผมกับเมื่อยคิดมากันอย่างไง จะทำอย่างไงให้มันเสร็จ อันนี้คือประสบการณ์ที่อยู่ด้วยกันมานาน เข้าปีที่ 9 ปีที่ 10 แล้ว เรียกได้ว่าเรา 3 คน เขาขากัน ซึ่งพอมันรู้ทางกันแล้วมันเลยง่าย ทำให้ชุดนี้เราทำงานได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะว่าเรารู้พื้นที่กัน
Molekul: ได้ข่าวว่ามีเพื่อนๆ พี่ๆ หลายคนเข้ามาช่วยในงานชุดนี้ด้วย
บอล : ถ้าในส่วนของดนตรี ก็จะมีคุณ เส็ง จากแอเรีย 51 คุณตุ๊ จาก Sleeping Sheep ซึ่งมาตีกลองให้ คนละ 2 เพลง แล้วเบสก็ได้น้องป็อก Zeal ก็เป็นพี่เป็นน้องกันนั่นแหละ มาช่วย คือ คนพวกนี้ฝีมือเขาค่อนข้างจะโปรมาก ทำงานง่าย คือ เราก็จะบรีฟในสิ่งที่เราอยากได้ไป แล้วพวกเขาก็จะจับเอาประเด็นของเราไปแล้ว บวกกับสิ่งที่เขาอยากเติมอยากใส่เข้ามาให้ การทำงานเลยค่อนข้างสนุกมากและโชคดีมากที่เรามีคนที่ถนัดในวิชาชีพของตัวเองมาช่วย ส่วนในด้านเนื้อหานั้น ได้คุณกอล์ฟ จากซุปเปอร์เบกเกอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนของเมื่อย แล้วก็มีพี่บอย ตรัย แล้วก็คุณวิภว์ บูรพะเดชะ อดีตบรรณาธิการนิตยสาร a Day และ Hamburger 3 มาช่วยเมื่อยเขียน เพราะตลอดเวลา 2 ชุดที่ผ่านมา เมื่อยจะเป็นคนรับผิดชอบงานตรงนี้เองทั้งหมด ซึ่งมันหนักมาก เราก็เลยมานั่งคุยกันว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าเกิดเรารู้ว่าปัญหาของเราคืออะไร ก็เลยหาทีมงานมาช่วย Support ทำให้ชุดนี้มีเพลงที่เมื่อยเขียนเอง 2 เพลง และอีก 3 เพลงมีพี่ๆ เขามาช่วย

Molekul: ถ้าเปรียบดนตรีของ Scrubb เป็นภาพวาด มันเป็นแนวไหน
บอล : น่าจะพวกภาพประกอบนิตยสารเก๋ อย่างงานของพี่ชลิต พี่โอ่ง กงพัฒน์ วาด เป็นภาพวาด Illustrate ประกอบหัวข้อในนิตยสารแบบเก๋ๆ ซึ่งแบบมันทำให้รู้สึกว่ามันใหม่อยู่ตลอดเวลา แล้วมันก็เป็น minimal คือ ไม่ได้เป็นงานศิลป์หรืออะไรที่ใหญ่โต แบบไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากมาย แต่มองดูแล้วมันเก๋ดีว่ะ ก็คล้ายๆ กันกับงานของ scrubb ที่มีเพลงมาประกอบการเล่าเรื่องของเรา ซึ่งตัวเราเองก็ไม่ได้ใหญ่ หรือไม่ได้เติบโตอะไรมาก เราก็ Happy กับตรงนี้ เพราะเราไม่ได้มองว่าเราต้องเป็นภาพที่อยู่ในแกลอรี่หรืออะไร เราชอบเป็นแบบนี้มากกว่า
Molekul: ระหว่างอดีต ปัจจุบัน อนาคต ตอนนี้คิดถึงเรื่องอะไรแล้วมีความสุขมากที่สุด
บอล : อดีตคือสิ่งที่มันผ่านไปแล้ว ยังไงก็ยังคิดถึงได้ แต่ถ้าถามผมตอนนี้ผมคิดถึงความสุขของอนาคตมากกว่า เพราะสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ มันก็เป็นสิ่งที่เราทำเพื่ออนาคต คือ เราแก่แล้วก็ไม่อยากลำบาก อยากทำอะไรที่สบายไม่ต้องเหนื่อย ผมคิดถึงความสุขที่ผมเตรียมไว้ตอนแก่ คือได้ทำงานที่สบายๆ ไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน หรือพยายามจะมีชีวิตอยู่ ผมจึงแพลนอะไรต่างๆ สำหรับวันนี้มากกว่าขึ้น ว่าอะไรจะทำให้เรามีความสุขได้ในบั้นปลาย
เมื่อย : ผมคิดถึงตอนนี้ คือการได้ทำเพลงตรงนี้ แล้วรู้สึกมั่นใจในผลงานตัวเอง ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ชีวิตช่วงนี้ทำให้ผมสัมผัสได้ว่า อ๋อ!! มันเป็นอย่างนี้นี่เอง เวลาคนมั่นใจในงาน แล้วอยากจะพูด อยากจะพรีเซนต์ออกมา อยากทำให้งานมันมีประสิทธิภาพมากทีสุดน่ะ มันเป็นอย่างไร เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยคิดไปไกลเท่าไหร่ รวมถึงเรื่องที่ผ่านๆ มาด้วย ก็ช่างมัน ถึงตอนนี้ก็พอใจกับตอนนี้เลย
Molekul: บุคคลที่พวกพี่ชื่นชอบอยู่ตอนนี้เป็นใครคะ
บอล : ผมชอบพี่โน๊ต อุดม นะ ซึ่งบังเอิญพอชอบแล้ว เราก็ได้มีโอกาสรู้จัก ได้คลุกคลีสนิทกับเขา ก็เออ...ชอบ ผมชอบที่เขาเป็นคนพูดเรื่องจริง เขาไม่แคร์ใคร ไม่ต้องกลัวใครด่า ซึ่งบางคนไม่คุ้นอาจจะรับไม่ได้ แต่ผมชอบแบบคนที่พูดตรงๆ อาจจะโผงผาง แต่ก็ดีกว่าคนที่ชอบพูดจาลับหลังกัน ไม่ชอบกันก็บอกกันตรงๆ คนแบบนี้ผมว่าเป็นคนดูไม่มีอะไร มากกว่าคนที่นิ่งๆ ไม่ค่อยพูดนะ แล้วอีกอย่าง คือ มันมีอะไรบางอย่างในความคิดของผม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมคิด มันถูกหรือเปล่า แต่พอได้ไปอ่านหนังสือของพี่โน๊ตแล้ว ผมกับเขาคิดคล้ายๆ กัน แต่พี่เขาสามารถสรุปออกมาสั้นๆ ให้เข้าใจได้ง่าย ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่น่ะ มันคืออะไร ทำให้ผมรู้สึกว่า เราน่าจะเป็นคนแบบที่ Sense ประมาณกัน
เมื่อย : ผมชอบอ. เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่เป็นหนึ่งในผู้นำปฎิวัติตอน 16 ตุลา ผมชอบเขาจากงานเขียน ผมรู้สึกว่า คนๆ นี้ เขาเป็นคนที่ถ่ายทอดประสบการณ์ได้ไม่เว่อร์หรือเกินจริง ผมก็เลยชอบ แล้วที่สำคัญ คือ เขายังมีชีวิตอยู่ด้วย อีกคนจะเป็นอา รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งเป็นนักเขียนเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเกี่ยวกับเพลง ก็จะเป็นยุคแรกๆ อย่าง พี่โป้ โยคี เพลย์บอย, พี่ๆ วงโมเดิร์นด๊อก, โจอี้ บอย นี่ผมก็ชอบ ฟังเพลงเขาแล้ว เขานี่โคตรตัวจริงเลย ในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องแนวคิด ความชัดเจน มันออกมาหมดเลย ตั้งแต่การพูด การแต่งตัว งานของเขา
Molekul: แล้วอะไรคือข้อดีของการทำเพลงคู่กันในความคิดของพวกพี่คะ
บอล : แบ่งตังค์ง่ายครับ (หัวเราะ) หาร 2 ครับ ผมว่านะ แต่จริงๆ อย่างที่รู้ Scrubb เคยผ่านความเป็นวงมาแล้ว ในสมัยช่วงที่ยังทำใต้ดิน แต่พอไฟนอลสุดท้ายออกมาก็เหลือกันแค่ 2 คน ซึ่งผมว่ามันเหมือนตอนที่เราเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ ตอนแรกเราอยู่กับเพื่อนเป็น 10-20 คน พอเราอยู่เรื่อยๆ คนที่ไม่ค่อยคุ้นเคย ซึ่งเขาอาจจะมีการใช้ชีวิตหรือมีความชอบคนละแบบกับเรา สุดท้ายมันก็จะค่อยๆ แยกกันไป เหลือเพียงไม่กี่คน ซึ่งผมว่าวงดนตรีมันก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน เพราะนอกเหนือจากทำเพลง เล่นดนตรีด้วยกันแล้ว มันต้องใช้ชีวิต พูดจาประมาณกันนะครับ
เมื่อย : ผมเห็นด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเวลามันก็จะเป็นตัวบอกเองว่าอะไร ยังไง ซึ่งตอนนี้ผมก็เหมือนมีพื้นที่ของผมได้ทำงาน ได้เจอเพื่อน ซึ่งอาจจะไม่มีโหมดของเพื่อนใหม่ เพื่อนแปลกแล้ว แต่ผมก็รู้สึกว่า จริงๆ แล้ว ถ้ามันครบวงจรของมันแล้ว คือ ตื่นมาก็ทำงาน บางวันก็เล่นดนตรี บางวันผมวาดรูป หรือบางครั้งที่แบบเลิกจากงานมีที่ไปนั่งคุยไปอยู่กับเพื่อน ผมว่าเราก็ไม่ต้องไปอะไรกับมันอีกแล้ว งานประมาณนี้ เวลาประมาณนี้ เราก็ทำในสิ่งที่เราควรทำ แค่นั้นพอ
...ฉันไม่เคยเจอใคร ไม่ขวา ไม่ซ้าย ไม่สมบูรณ์ไป
ไม่มองแง่ร้าย หรือ เอาแต่ใจ แต่มีอะไรไม่ธรรมดา
ฉันไม่เคยเจอใคร ไม่เร็วไม่ช้า ไม่น้อยเกินไป
แต่มีอะไรที่ดีกว่าใคร ลงตัวกับใจอยู่กันได้พอดี...


วันที่ : 2007-09-06
อ่านแล้ว : 9518 ครั้ง

sun
Post : 1

noon
Post : 1
เมื่อไหร่ scrubb จะมี คอนเสิร์ต ให้ดูบ้างค่ะ อยากดูมาก *--*
เมื่อ 2008-10-26 13:48:39

bSn
Post : 1
ชอบจังเลยยย
เมื่อ 2008-09-30 20:18:00

top
Post : 1
ชอบเพลง ใกล้ของscrubbมากๆเลย
เมื่อ 2008-09-08 10:42:59

บอล
Post : 1
อยากดูคอนเสริตของพวกพี่สักครั้งในชิวิต เจ้าพ่ออินดี้
เมื่อ 2008-08-14 00:45:48
ชอบพี่ๆมากเลย
เมื่อ 2008-10-31 14:18:15