Sony Bmg จุ๋ย จุ๋ยส์ Nuvo เสนาหอย Mv อพาร์ตเมนต์คุณป้า Groove Riders Party Flure Mild Concert Good September ต้า สมิทธ์ Songburi Activity คอนเสิร์ต Crescendo Mola Mola Sunshine Knock The Knock คาราบาว Circle 22 Scrubb Fat Festival Lula อัลบั้มใหม่ Fat Festival 8 ฟิล์ม รัฐภูมิ Tiger Translate แฟต เฟสติวัล Tk Park ภาพยนตร์ Spicydisc Friday อะคูสติก สนามหลวง
สุกี้ กมลสุโกศล แคลปป์![]()
สุกี้ กมลสุโกศล แคลปป์
(Kamol Sukosol Clapp)
นี่อาจจะไม่ใช่บทสัมภาษณ์ของคำถามที่ว่า “ทำไมเบเกอรี่ฯ ถึงเลิก” แต่บทสัมภาษณ์นี้จะเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่จะทำให้คุณเข้าใจถึงตัวตน ความคิด ความรับผิดชอบ บวกกับความรู้สึกที่แสดงออกมาของ ‘สุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์’
ผู้ชาย...ที่ครั้งหนึ่งเคยตกกระไดพลอยโจน จากการเป็นศิลปินธรรมดา ที่สร้างชื่อจากการเป็น ‘โปรดิวเซอร์’ ให้กับวง TKO ในสังกัดคีตา เรคคอร์ดส มาสู่การเป็น ‘ผู้บริหารของค่ายเพลง’ จนกระทั่งปัจจุบัน เขาตัดสินใจ ‘เบนเข็มชีวิต’ จากเส้นทางสายดนตรี มาสู่เส้นทางที่อิสระเสรีมากขึ้น.... ชีวิตในแบบที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน พร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจ กับการลุ้นไปกับเส้นทางใหม่ๆ ของชีวิต...ที่รอคอยอยู่ตรงหน้า
Molekul : ตัวตนที่คนอื่นมองและสิ่งที่พี่สุกี้เป็น
Suki: คนทั่วไปมักจะมองว่าสุกี้ดุ สุกี้โหด (หัวเราะ) ซึ่งนั่นเป็นตัวตนของผมเวลาทำงาน เพราะผมต้องบริหารคน ต้องบริหารค่ายเพลง ซึ่ง ณ ตอนนั้น ‘หน้าที่’ มันบังคับให้เราต้องทำ อย่างในช่วงวิกฤตของเบเกอรี่ฯ ที่ผมต้องเอาคนออกถึง 100 คน ผมก็ต้องลงไปทำเอง เพราะผมไม่อยากไปสั่งให้ลูกน้องทำ ผมเลือกวิธีที่จะไปพูดอธิบายด้วยตัวเอง ซึ่งใจจริงเราก็ไม่อยากหรอก แต่เรารู้ว่าถ้าเราไม่ทำตอนนั้น เราก็เจ๊ง แต่ถามว่าจริงๆ แล้วผมเป็นคนอย่างไร โดยส่วนตัวผมคิดว่าผมเป็นคนประเภท Extreme (สุดโต่ง) คือ ตรงกลางจะไม่ค่อยมี ผมสามารถพูดเล่น คุยเล่น ตลกได้ แต่ขณะเดียวกันที่ผมต้องคุยสัญญาหรือทำธุรกิจผมก็จริงจังกับมันได้
Molekul : อะไรทำให้พี่สุกี้เป็นพี่สุกี้แบบนี้
Suki: ครอบครัวครับ ครอบครัวให้การสนับสนุนความเป็นตัวตนของผม อย่างตอนเด็กๆ ผมไม่ชอบเรียนเลข แต่ผมชอบดนตรี ชอบปรัชญา ผมก็ได้เรียนในสิ่งที่ผมชอบ แล้วมันก็เป็นผลมาถึงชีวิตของผมในปัจจุบัน ดนตรีทำให้ผมได้ทำเบเกอรี่ฯ ปรัชญาทำให้ผมได้เข้าใจตัวเอง ได้รู้จักจุดยืนของตัวเอง ซึ่งผมว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตเลย เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจและรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร คือคนส่วนใหญ่จะแคร์ว่าคนอื่นจะมองตัวเองอย่างไร นั่นทำให้เขาไม่มีความสุข เพราะว่าเขาแคร์คนอื่น แต่ถ้าเกิดเราเข้าใจตัวเอง รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เราก็จะมีความสุข
Molekul : สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำเบเกอรี่ฯ คืออะไร
Suki: เบเกอรี่ฯ ทำให้เรารู้ว่าหลายอย่างมันเทา มันไม่ใช่ขาวหรือดำ คือมันไม่มีผิดหรือถูก คุณจะต้องเรียนรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะใช้สมองหรือควรจะใช้ใจ ต้องแยกให้ออก บางทีก็ทำให้เรางงเหมือนกัน เพราะมันไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แต่ในที่สุดเราก็ต้องเลือกว่าอันไหนจะใช้อะไรตัดสิน
Molekul : ถ้าพี่สุกี้มีพรวิเศษที่สามารถกลับไปเปลี่ยนแปลงความผิดพลาดในอดีตได้ สิ่งที่พี่จะเปลี่ยนหรือทำให้มันดีขึ้นคืออะไร
Suki: ผมอยากให้เวลากับการเป็นเพื่อนกับศิลปินให้มากขึ้น ผมอยากอยู่ฝั่งเดียวกับศิลปิน แต่ด้วยตอนนั้นผมเป็นค่ายเพลง ผมอยู่ฝั่งเดียวกับศิลปินไม่ได้ ไม่เหมือนกับตอนแรกๆ ที่ผมเริ่มทำเบเกอรี่ฯ ผมทำ TKO อยู่ ผมทำเพลงเสร็จ ผมก็เอางานไปเสนอค่ายเพลง เราอยู่ข้างเดียวกัน แต่สุดท้ายมันไม่ใช่ ผมต้องต่อรองกับศิลปิน มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนเรารบกับตัวเองอยู่ ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมเลิก เพราะยิ่งทำก็ยิ่งทำร้ายตัวเอง เหมือนกับเราชกตัวเองอยู่ตลอดเวลา มันไม่มีทางชนะ
Molekul : รู้สึกอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเบเกอรี่ฯ
Suki: สำหรับผมนะ ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่เรา 3 คน (หมายถึงผม บอย และสมเกียรติ) โตขึ้น ทำให้เป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนเริ่มเปลี่ยนไป มันไม่เหมือนกับตอนแรกเริ่ม ที่เรายังเป็นคนหนุ่มอายุ 20 กว่าๆ โอเค ตอนนั้นเป้าหมายในชีวิตของเราเหมือนกัน แต่พอเรา 30 กว่าๆ เรามีครอบครัวแล้ว มันจะแปลกกว่าด้วยซ้ำ ถ้าเกิดเป้าหมายของเรายังเหมือนกันอยู่นะผมว่า
Molekul : ช่วงที่ออกมาจากเบเกอรี่ฯ พี่เป็นอย่างไรบ้าง
Suki: ช่วงแรกผมงงเลยนะ เพราะผมเป็นคนที่ต้องมีอะไรตลอดเวลา ผมไม่เคยว่าง ผมเป็นของผมตั้งแต่เด็กแล้ว ผมจะชอบต่อเรโก้ จะชอบเล่นกีต้าร์ แต่ช่วงนั้นตลอดระยะเวลา 6 เดือน มันไม่มีเลย ซึ่งเป็นอะไรที่น่ากลัวมากสำหรับผม จนมีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ผมลองออกไปเที่ยว ไปอยู่ที่อื่นดู เขาบอกว่าอยู่กรุงเทพฯ แล้ว มันคิดอะไรไม่ออกหรอก ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดว่านั่นเป็น ‘ปรัชญาเน่าๆ’ แต่สุดท้ายพอผมได้ออกไป ทุกอย่างในวันนี้ คือสิ่งที่ผมได้กลับมาจากที่ออกไปในตอนนั้น เมื่อผมย้ายตัวเองไปอยู่ที่อีกจุดหนึ่ง มันทำให้ผมมองเห็นสิ่งที่ผมเผชิญอยู่ได้ชัดเจนขึ้น ปัญหาบางอย่างอยู่ตรงจมูกแท้ๆ แต่เรากลับมองไม่เห็น ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่จริงๆ นั่นคือทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตอนที่ได้ออกไปอยู่ต่างจังหวัดคนเดียว
Molekul : อะไรทำให้พี่เลือก ‘มอเตอร์ไซค์’ เป็นพาหนะในการเดินทาง
Suki: ขี่มอเตอร์ไซค์แล้วมันสนุกนะ เพราะถ้าเป็นรถ มันก็แค่พาเราจากจุดหนึ่งไปถึงอีกจุดหนึ่ง แต่มอเตอร์ไซค์มันทำให้เราสัมผัสกับสิ่งรอบข้างได้มากกว่า อย่าง ลม, ฝน อะไรต่างๆ ทำให้เราได้อยู่กับธรรมชาติมากขึ้น มันคือ Freedom ซึ่งรถเล็กจะต่างกับรถใหญ่ก็ตรงนี้ อีกอย่างมันช่วยขจัดนิสัยเสียของผมได้ คือผมจะเป็นชอบที่จะคิดถึงอดีตและอนาคต แต่ตอนผมขับมอเตอร์ไซค์เนี่ยะ มันจะบังคับให้เราต้องอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีมากเลย เพราะการที่คนเราเครียด เป็นเพราะเราเอาตัวไปอยู่กับอดีตหรืออนาคตมากไป ซึ่งเวลาที่เราขี่มอเตอร์ไซค์เนี่ยะ เราต้องอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำ เพราะถ้าเกิดใจลอย มันก็จะอันตรายมาก
Molekul : ความรู้สึกระหว่างช่วงที่ทำดนตรีกับการขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปท่องเที่ยว เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
Suki: คล้ายๆ กันนะ มันเหมือนกับว่าเราได้เขาไปอยู่ในโซนของเรา ซึ่งพอเราอยู่ในโซนแล้ว เราไม่ต้องคิดเลย มันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ มันทำให้เราสามารถอยู่กับมันได้ทั้งวัน เหมือนอย่างกับช่วงที่ผมทำเพลง ผมเข้าห้องอัดตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงเที่ยงคืน ผมอยู่กับมันได้โดยที่ผมไม่รู้ว่ามันนาน ซึ่งมอเตอร์ไซค์ก็เหมือนกัน
หรืออย่างตอนนั้น ที่ผมเล่นอยู่ในวงพรู ตอนที่ไอ้น้อยมันกระโดดจากเวทีไป (ผมจะคิดว่าอีกแล้วเหรอ) แต่วงจะรู้โดยอัตโนมัติเลยว่าต้องยืด คือไม่ต้องมาบอก จะรู้กัน แล้วก็รู้ด้วยว่าพอกลับเข้าท่อนต่อไปเดี๋ยวไอ้น้อยก็จะกลับมาเอง ซึ่งก็กลับมาทันทุกที ซึ่งกับมอเตอร์ไซค์ก็เหมือนกัน คือมันมีเรา มีรถ มีถนน พอ 3 อย่างนี้เชื่อมกันได้ปุ๊บ มันก็มีความสุข
Molekul : พี่สุกี้ตั้งใจจะหันหลังให้กับวงการเพลงจริงๆ เลยเหรอ
Suki: อย่าใช้คำว่าหันหลังเลย เพียงแต่ตอนนี้ความสนใจของผมไม่ได้อยู่ที่ดนตรีเท่านั้น ความสนใจมันไปอยู่ที่อย่างอื่นมากกว่า อย่างเช่น เรื่องมอเตอร์ไชค์ เรื่องท่องเที่ยว ซึ่งผมจะชอบอยู่ 2 อย่างนี้ คือผมจะซื้อมอเตอร์ไซค์ที่ต้องขับได้ไกลและสบาย เพราะผมไม่ได้สนใจแค่ขับเร็วอย่างเดียว แต่ผมชอบไปไกลด้วย โดยเฉพาะการไปในที่ๆ เราไม่เคยไปมาก่อน มันทำให้ผมสนุกและลุ้นว่าอะไรจะรอเราอยู่ข้างหน้า
Molekul : แล้วถ้าเกิดวันหนึ่งลูกของพี่สุกี้ สนใจอยากทำงานดนตรีในแบบที่พี่สุกี้เคยทำ พี่สุกี้จะแนะนำอะไรกับลูกบ้าง
Suki: ผมชอบที่จะสนับสนุนให้คนทำตามความฝัน ก็คงไม่ชี้นำอะไร นอกจากจะคอยดูอยู่ห่างๆ แต่เขาต้องมีความรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำ อย่าง กีต้าร์ตัวแรก ตัวที่ 2 อาจจะซื้อให้ แต่หลังจากนั้นต้องซื้อเองนะ เพราะผมได้รับจากคุณแม่มาอย่างนั้น คืออยากทำอะไรก็ทำไปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเด็กๆ เพราะถ้าทำคุณทำตอนอายุมากๆ จะลำบาก อย่างผมเนี่ยะตรงกันข้าม ตอนเด็กทำงาน แต่ตอนนี้บ้ารถ (555) ซึ่งคุณแม่ก็จะพูดว่า ยูไม่เคยเป็นวัยรุ่นเลย ยูเป็นเด็กแล้วก็เป็นผู้ใหญ่เลย ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะผมอายุ 22 ก็เปิดบริษัท 24 ก็มีลูกแล้ว ทำให้ไม่เคยได้ใช้ชีวิตวัยรุ่น พอถึงตอนนี้ก็เลยใช้ซะ
Molekul : พี่มองวงการเพลงบ้านเราในปัจจุบันเป็นอย่างไร
Suki: ผมมองว่ามันพัง วิธีการมันเปลี่ยนไปหมด ซีดีเป็นสิ่งที่คนไม่ซื้อแล้ว… แล้ววงการจะอยู่ได้อย่างไร ตอนนี้ทางออกที่พวกค่ายใหญ่ทำก็คือเน้นขายศิลปิน ขายโชว์ ออก TV ไปทางอื่นซะ แต่ยังไม่มีวิธีไหนที่แก้ไขที่ต้นเหตุได้ ซึ่งตอนที่ผมออกจากเบเกอรี่ฯ มาผมก็รู้ว่ามันจะเปลี่ยน แต่ก็ไม่นึกว่ามันจะเร็วขนาดนี้ ถ้าถามถึงวิธีแก้ผมไม่รู้นะ มันแล้วแต่มุมมองของคน แต่ผมว่าสิ่งที่จะมาเปลี่ยนสถานการณ์ตรงนี้ได้ มันจะต้องมีศิลปินที่เป็น Hero ออกมา เหมือนอย่างที่ Nirvana ออกมา ป๊อด โผล่ออกมาตอนนั้น ซึ่งตอนนี้เราก็ยังไม่มีศิลปินที่เป็นอัศวินม้าขาวคนนั้น
Molekul : สิ่งที่พี่สุกี้อยากทิ้งท้าย ให้คนในวงการดนตรีได้คิด
Suki: มีอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ ตั้งแต่ที่ผมกลับมาเมืองไทยปีแรก ปี 92 ผมงงเลยนะว่า มันไม่มีผับไหนเลยเหรอ ที่วงดนตรีสามารถเล่นเพลงของตัวเองได้ ซึ่งต่างจากที่ New York ที่ผมเคยอยู่ ที่นั่นเขามีวงดนตรีที่เล่นเพลงของตัวเองเต็มไปหมด ซึ่งวันนี้เวลาผ่านไป ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง....

วันที่ : 2007-08-22
อ่านแล้ว : 2139 ครั้ง

Plai`
Post : 1
จริงที่สุด...
ฟังที่พี่สุบอกถึงวงการเพลงตอนนี้แล้วใช่เลย
อัศวินม้าขาวเหรอ ยิ่งนับวัน ยิ่งยากจะมี
เมื่อ 2007-11-10 02:37:24